[SF] ~* My Beloved *~ (Part.4 END)

posted on 10 Oct 2009 22:20 by yun-su-tvxq  in SF-My-BeLoved

[SF] ~* My Beloved *~ (Part.4 END), YUNJAE
สิ่งที่รอคอยและบทสรุปที่ลงตัว?

 

 .....สิ่งที่รอคอยและบทสรุปที่ลงตัว?.....



“....รัก....”

เมื่อไหร่จะพูดได้เต็มปากเสียที...





แสง แดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนสะท้อนให้เห็นภาพของคนสองคนที่นอนหลับไหลอยู่ บนเตียง ใหญ่ มือหนาของร่างสูงที่ยังโอบกอดเอวบางของภรรยาคนสวย ใบหน้าที่ยังหลับพริ้มและร่างบางที่ซุกตัวเบียดอกอุ่นๆของสามีเอาไว้ เช้าของวันใหม่ที่สดใสและอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับสิ่งใหม่ๆที่กำลัง จะเกิดขึ้น....


“หน้าตาสดใสขึ้นนะเรา” เสียงแจอินเอ่ยทักลูกชายของเธอ
“เอ๊ะ... เอ่อ...เพราะเมื่อคืนหลับสบายมั้งฮะ” แจจุงอมยิ้มน้อยๆขึ้นมา เมื่อนึกถึงร่างสูงที่นอนอยู่ข้างกันและมือหนาที่คอยโอบกอดให้ไออุ่นกับเขา ตลอดคืน
“แม่ว่าเป็นเพราะเรื่องอื่นมากกว่ามั้ง หุหุ” แจอินเหลือบมองร่างสูงที่เดินลงมาจากชั้นบนเล็กน้อยพร้อมก่อนจะอมยิ้มอย่างมีเลศนัย
“แม่อ่ะ...ไม่ใช่สักหน่อย” แจจุงรีบแก้ตัวทันที
“หุ หุ” แจอินหัวเราะเบาๆ กับท่าทางของลูกชายที่ยังน่ารักเหมือนเดิม แต่ที่มันเปลี่ยนไปก็คือความรู้สึกของยุนโฮและแจจุงที่เธอสัมผัสได้ กลิ่นไอความรักของคนทั้งสองกำลังทำให้หัวใจของคนรอบข้างรู้สึกดีไปด้วย


“แจจุงกลับแล้วนะฮะ กว่าจะได้มาเยี่ยมแม่คงอีกนานเลยอ่ะ” ร่างบางยู่หน้าขึ้นมาเล็กน้อยมือเรียวกอดแม่ของตัวเองเอาไว้แน่น
“หึหึ เอาเถอะ...จัดการอะไรเรียบร้อยแล้ว ถ้าแม่ว่างจะไปเที่ยวไร่ก็แล้วกัน ยุนโฮฝากดูน้องด้วยนะ” แม่หันมาฝากฝังอีกครั้ง
“ครับ คุณแม่รักษาสุขภาพด้วยนะครับ” ยุนโฮกอดลาแม่ของแจจุงอีกครั้งก่อนจะขึ้นรถไป

“คุณ ผู้หญิงคงสบายใจขึ้นเยอะเลยนะคะ” เสียงป้าอึนนาเอ่ยถามเจ้าของบ้านที่ยืนยิ่มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าบ้านหลังจาก ส่งแจจุงขึ้นรถกลับไร่
“มีความสุขมากเลยล่ะอึนนา เฮ้อ...รู้สึกดีจริงๆ” แจอินหันมาบอกด้วยรอยยิ้ม เธอสบายใจที่สุด หลังจากแจจุงตัดใจจากไอ้ผู้ชายเลวๆคนนั้นได้เสียที และที่สำคัญความรักของทั้งยุนโฮและแจจุงที่มีให้กันมันยิ่งทำให้เธอรู้สึก ว่าลูกชายของเธอเจอคนที่ใช่สำหรับตัวเองสักที



ระหว่าง ทางกลับไร่ ร่างบางเอานั่งมองหน้าของคนขับร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆครั้งแล้วครั้งเล่า ตาสีนิลยังจับจ้องใบหน้าคมของสามีที่กำลังขับรถกลับไร่อย่างตั้งใจ ปากอิ่มอมยิ้มขึ้นมาน้อยๆเมื่อในหัวเขาคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา

มัน แปลกนะ...ครั้งแรกที่เขาต้องย้ายมาอยู่ที่ยังไร่ชอง ครั้งแรกที่เขาต้องนั่งรถจากบ้านมาไกลๆ พร้อมกับยุนโฮ ความรู้สึกในตอนนั้นมันช่างอึดอึดเหลือเกิน รู้สึกไม่อยากจะไปไร่ชองเลยสักนิด แต่ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อเขาตัดสินใจเลือกที่จะไปอยู่ที่นั่นเอง รถแคบๆที่ต้องนั่งอยู่ด้วยกันในตอนนั้น ถึงยุนโฮจะคอยชวนคุยอยู่บ้างแต่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีเลย

แต่ตอน นี้สิ...ความรู้สึกมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยจริงๆ เขาไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิดที่ต้องมานั่งอยู่ในรถแคบๆกับคุณยุนโฮ แต่ในทางตรงกันข้าม...กลับรู้สึกสบายใจและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกที่มีร่าง สูงคนนี้อยู่คียงข้างกัน หัวใจของเขามันเริ่มรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆเวลาที่ได้อยู่ใกล้ร่างสูง หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆเวลาได้เห็นรอยยิ้มที่อบอุ่น และหัวใจของเขามันก็มันจะพองโตขึ้นเรื่อยๆเวลาที่มีมือหนาคอยโอบกอดเอา ไว้....

....ความรัก.... มันกำลังก้าวเข้ามาในหัวใจของเขาอีกครั้งใช่มั้ย?


“มองผมนานแล้วนะ หน้าของผมมีอะไรติดอยู่หรือครับ” สายตาคมเหลือมองใบหน้าสวยที่ยังไม่เลิกอมยิ้มสักที
“ไม่มีอะไรติดหรอกฮะ” แจจุงรีบหันหน้ากลับมาเมื่อรู้สึกตัว
“อ้าว...แล้วแจจุงมองหน้าผมทำไมกันล่ะ มองผมมากๆผมก็เขินเป็นเหมือนกันนะ” ยุนโฮยิ้มขึ้นอย่างเขินๆ
“หุหุ...เขินเป็นเหมือนกันเหรอฮะ” แจจุงแกล้งถามขึ้น ร่างบางลอบมองใบหน้าคมที่แดงขึ้นมาอย่างน่ารัก
“โธ่...พ่อเลี้ยงก็คนนะครับ” ยุนโฮหันมาสบตาของแจจุงเล็กน้อยก่อนจะขับรถต่อไป


“เอ๊ะ...นี่ไม่ใช่ทางกลับไร่นี่ฮะ” แจจุงหันมาถามร่างสูงที่เลี้ยวรถมายังถนนสายหนึ่งที่เขาไม่คุ้นตาเอาเสียเลย
“คุณ ยุนโฮจะพาไปไหนเหรอ?” แจจุงถามขึ้นมาอย่างสงสัย ตาสีนิลจ้องมองใบหน้าคมที่อมยิ้มบางๆขึ้นแต่ไม่ยอมตอบอะไรเขาสักนิด ร่างสูงหันมามองเขาเล็กน้อยก่อนจะขับรถต่อไปอย่างอารมณ์ดี


สุสานของเมืองกวางจู

ป้ายทางเข้าเขียนเอาไว้อย่างนั้น

แจจุงมองไปยังถนนด้านหน้าก่อนจะหันกลับมามองยุนโฮที่เลี้ยวรถเข้ามาจอดลงตรงที่ว่างอย่างแปลกใจ
‘พาเขามาที่นี่ทำไม’ ยุนโฮหันมายิ้มให้เมื่ออ่านสีหน้าของร่างบางออก
“ผมพาแจจุงมาพบคนสองคนที่ผมรักมากๆนะ” ยุนโฮยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะพาร่างบางลงจากรถ

ร่าง สูงเดินตามทางเล็กๆมาเรื่อยจนถึงปลายของสุสาน แผ่นป้ายหินขนาดกลางสลักชื่อของคนสองคนเอาไว้ ชื่อที่แจจุงไม่คุ้นแต่ก็พอจะเดาได้ว่าทั้งสองคนนี้คือใคร

“ผมพาแจจุ งมาหาคุณปู่กับคุณย่าของผมน่ะครับ เราแต่งงานกันมาได้สักพักแล้วแต่ผมยังไม่มีโอกาสพาแจจุงมาเคารพท่านเลย” ยุนโฮหันมาบอก ร่างสูงก้มลงปัดเศษใบไม้ที่ร่วงอยู่หน้าสุสานออกเล็กน้อย
“คุณปู่คุณย่าครับ นี่แจจุงภรรยาของผม” ยุนโฮเอ่ยบอกเบาๆกับป้ายหินหน้าสุสาน
“สวัสดี ครับ” ร่างบางก้มหัวเคารพอย่างนอบน้อม ถึงจะไม่เคยเจอกับคุณปู่และคุณย่าของยุนโฮมาก่อน แต่แจจุงก็รู้สึกได้ว่าท่านสองคนคงจะเป็นคนใจดีอยู่ไม่น้อย

มือหนาเอื้อมมาจับมือเรียวเอาไว้ ก่อนจะหันไปจ้องมองแผ่นป้ายหินอีกครั้ง ในใจกำลังเอ่ยบอกบางสิ่งให้ท่านทั้งสองได้รับรู้

‘ผม พาคนที่ผมรักมาหาคุณปู่กับคุณย่าตามที่สัญญาเอาไว้แล้วนะครับ แจจุงเป็นคนที่ผมแต่งงานด้วย มันอาจจะเร็วไปสักหน่อยกับการแต่งงานของเราสองคน แต่วันนี้ผมมั่นใจว่าเขาคือคนที่จะมาอยู่เคียงข้างผมได้จริงๆ แจจุงช่วยไร่ของเรา แจจุงช่วยผมหลายอย่างเลยครับ ช่วยเป็นกำลังใจที่ดียามที่ผมอ่อนล้า คอยเป็นเพื่อนยามที่ผมเหงา และแจจุงยังทำให้หัวใจของผมรู้จักคำว่า...รัก... คำสั้นๆที่มีความหมายมากมายเหลือเกิน’

‘ผมจะตั้งใจดูแลไร่ของเราให้ ดีที่สุด ถึงตอนนี้มันอาจจะดูคลุกคลักไปบ้างเพราะเรื่องแย่ๆที่เข้ามา แต่ผมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องไร่ของเราเอาไว้ ไร่ชองจะต้องอยู่ต่อไปและผมก็จะทำให้มันเจริญก้าวหน้าอย่างที่คุณปู่และคุณ ย่าตั้งใจเอาไว้....เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ....’


.
.
.


“ยอด ขายของผลิตภัณฑ์ดีขึ้นเรื่อยๆนะฮะ ตอนนี้ของจากไร่ชองเข้าไปขายในโซลบ้างแล้ว แจจุงเอาของที่ไร่ไปฝากเพื่อนที่เขาเปิดร้านเบเกอรี่ด้วยล่ะ เห็นเพื่อนบอกว่าขายดีทีเดียวแล้วก็มีออเดอร์มาด้วยนะ อ้อ...ป้ามินอาคิดว่ายังไงฮะ ถ้าเราจะเปิดร้านเล็กๆในเมืองเพื่อเอาไว้ขายผลผลิตจากทางไร่ เราจะได้ไม่ต้องเอาไปฝากคนอื่นขายอีกแล้ว อืม...มีร้านของตัวเองก็ดีเหมือนกันเน๊อะ” แจจุงยิ้มขึ้นกับความคิดของตัวเอง ร่างบางเล่าความสำเร็จที่เพิ่งจะเริ่มต้นการขายของจากไร่องุ่นแห่งนี้ด้วย ความภูมิใจ
“คุณแจจุงเก่งนะคะ นี่เราทำของออกมาขายไม่เท่าไหร่ คนก็สั่งเข้ามาเยอะแยะแล้ว” มินอาเอ่ยชม อย่างจริงใจ
“อุ้ย...แจจุงไม่เก่งหรอกฮะ เราคงโชคดีมากว่าที่ขายของได้ และที่สำคัญสูตรขนมอร่อยๆของป้ามินอาต่างหากล่ะที่คนชอบ” แจจุงหันมายิ้มให้
“ไม่จริงหรอกค่ะ ป้าเองก็แค่สอน...แต่คนที่ลงมือทำทุกขั้นตอนก็คือคุณแจจุงเองนะคะ” มินอาค้านขึ้นมาทันที
“แต่ว่า...”

“เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิครับ นายหญิง...” เสียงทุ้มของใครบางคนแทรกขึ้นมาขัดจังหวะพอดี
“คุณยุนโฮ” แจจุงหันไปมองร่างสูงที่นั่งลงข้างๆ
“แจจุงน่ะเก่งจะตายไปรู้ตัวรึเปล่า อย่าถ่อมตนไปหน่อยเลยนะ” มือหนาลูบผมสีทองไปอย่างเอ็นดู
“แจจุงไม่เก่งหรอกนะฮะ” ร่างบางส่ายหน้าเบาๆอีกครั้ง
“หึหึ...ขนาดไม่เก่งยังรู้จักทำอะไรตั้งหลายอย่างเลยนะ” ยุนโฮพูดจบก็ก้มลงมาหอมแก้มร่างบางไปฟอดใหญ่

“คุณ ยุนโฮ!!” แจจุงจับแก้มเนียนของตัวเองไปอย่างอายๆ คุณยุนโฮหอมมาได้ยังไง นี่เขาสองคนนั่งอยู่ต่อหน้าป้ามินอานะ แล้วดูสิ ป้ามินอายิ้มใหญ่เลย

“ป้าว่า...ป้าเอาของเข้าไปเก็บดีกว่านะคะ” มินอาขอตัวเข้าไปในครัวเพื่อเปิดโอกาสให้พ่อเลี้ยงได้อยู่กับภรรยา

“โอ๊ยย...แจจุงมาหยิกพุงผมทำไมครับ” เสียงทุ้มร้องออกมาอย่างเจ็บปวด มือหนาลูบลงบนหน้าท้องของตัวเองไปเบาๆ
“คุณยุนโฮอ่ะ อายเขานะฮะ คราวหลังอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้นะ” แจจุงต่อว่าเบาๆพร้อมใบหน้าสวยที่แดงขึ้นมา
“หึหึ...” ยุนโฮหัวเราะขึ้นกับท่าทางของร่างบาง มือหนาโอบเอวของแจจุงเอาไว้อย่างอ้อนๆ
“งั้นคราวหลัง...ผมจะทำอะไรแบบมิดชิดในห้องดีมั้ยครับ” ยุนโฮก้มมากระซิบบอก
“คุณยุนโฮ!...” แจจุงมองหน้าร่างสูงอย่างเคืองๆ

“หึ หึ...ผมล้อเล่นนะ อย่าโกรธนะ แหม...พ่อเลี้ยงอยากได้กำลังใจก่อนเข้าไร่หน่อยไม่ได้หรือครับ นี่อ่ะ ยังไม่ชื่นใจเลยนะ” ยุนโฮยื่นหน้ามาหมายจะหอมแก้มเนียนอีกครั้ง
“พอเลยฮะ” แจจุงยกมือขึ้นมาดันใบหน้าคมเอาไว้พร้อมส่งสายตาตำหนิมาให้
“ไม่แกล้งแล้วล่ะ ไปทำงานดีกว่า...ฟอด!!!” ยุนโฮยิ้มกว้างขึ้นเมื่อขโมยหอมแก้มนุ่มไปได้สำเร็จก่อนที่เขาจะเดินไปไร่อย่างอารมณ์ดี
“พอยอมเข้าหน่อยก็ได้ใจเชียวนะ” แจจุงอมยิ้มขึ้นมาอย่างเขินๆ เมื่อนึกถึงการกระทำเมื่อครู่ของร่างสูง

ไม่ ใช่ว่าจะรู้สึกไม่ดีเวลาที่ยุนโฮมาหอมแก้มบ้าง กอดบ้าง หรือโอบเอวเอาไว้ แต่มันน่าอายต่างหาก คนอยู่กันเต็มบ้านคุณยุนโฮยังมาทำแบบนั้นอีก จะไม่ให้เขินไม่ให้อายได้ยังไงกันล่ะ>//<


....


“องุ่นอีกครึ่งไร่ที่เหลือก็สมบูรณ์ดีครับ รอเก็บเกี่ยวอีกไม่กี่วัน” เยซองหันมาบอกร่างสูงที่เดินตรวจดูไร่ไปด้วย
“อาทิตย์หน้าสินะ” ยุนโฮมององุ่นสีดำที่สุกได้ที่อย่างใช้ความคิด
“อาทิตย์หน้าเราก็เริ่มทำไวน์ครั้งแรกของปีได้แล้วสิครับ!” เยซองพูขึ้นอย่างตื่นเต้น
“อืม...” ยุนโฮพยักหน้ารับเบาๆ
“ปีนี้ผลผลิตคงจะน้อยกว่าปีที่ผานมา” ยุนโฮลอบถอนหายใจเบาๆกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
“แต่ ปีนี้ก็ยังมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นนะครับ ก็เรื่องที่นายหญิงเข้ามาช่วยทำผลิตภัณฑ์ในไร่ออกขาย และก็เรื่องการทำไวน์ในอาทิตย์หน้าไง” เยซองหันมายิ้มให้
“ทำไวน์ในอาทิตย์หน้า?” ยุนโฮขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย
“โธ่...พ่อเลี้ยงลืมประเพณีการทำไวน์ของเราไปได้ยังไงล่ะครับ” เยซองส่ายหัวเบาๆ
“เออ....จริงสิ” ปากหยักยิ้มขึ้นกับภาพความทรงจำที่เขาจำได้ดีเวลาที่คุณปู่และคุณย่าลงมือทำไวน์กันในครั้งแรกของแต่ละปี
“อยากให้ถึงอาทิตย์หน้าเร็วๆจังนะครับ” เยซองหันมามองใบหน้าคมอย่างสื่อความหมาย
“อืม...อาทิตย์หน้ากับประเพณีการทำไวน์” ยุนโฮอมยิ้มบางๆขึ้นก่อนจะเดินตรวจไร่ต่อไป

.
.
.


“คยู...พวกคนงานขนอะไรกันเหรอ?” เสียงของนายหญิงเอ่ยถามชายหนุ่มเมื่อกำลังจ้องมองคนงานในไร่ช่วยกันขนถังขนาดใหญ่ลงมาจากรถบรรทุก
“คนงานกำลังขนถังทำไวน์ครับ วันนี้เราจะทำไวน์กัน”
“ทำไวน์?” แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย
“ที่ไร่ของเรามีปะเพณีการทำไวน์องุ่นสืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่แล้วล่ะครับ มันคือการทำไวน์ด้วยแรงงานคนน่ะครับ”
“เอ๋...แต่เรามีเครื่องจักรในการผลิตไวน์อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” แจจุงถามขึ้นมาอย่างสนใจ
“ใช่ครับ แต่การทำไวน์ครั้งแรกของแต่ละปีจะต้องทำด้วยแรงงานคน เราเชื่อกันว่าจะได้ไวน์ที่มีคุณภาพและหอมนุ่มลิ้นน่ะครับ”
“อ๋อ... แล้วส่วนที่เหลือล่ะ องุ่นตั้งเยอะแยะอย่างนี่เราจะทำไหวเหรอ?” แจจุงถามขึ้น
“หึหึ...เราทำแค่ส่วนหนึ่งน่ะครับ อืม..ถือเอาฤกษ์เอาชัยล่ะครับ” คยูยิ้มขึ้นกับความสนใจของร่างบาง
“คุณยุนโฮไม่เห็นบอกกันบ้างเลย” แจจุงหันมามองร่างสูงที่ยืนคุมคนงานจัดเตรียมสถานที่สำหรับการทำไวน์อยู่ที่ลานหน้าไร่


“อ่า... เตรียมของกันเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า” เสียงหัวหน้าคนงานประกาศเรียกลูกน้องในไร่ให้มารวมตัวกันที่ลานกว้างหน้าไร่ ลานกว้างที่มีถังไม้โอ๊คผลิตไวน์ขนาดใหญ่และตระกร้าองุ่นเรียงรายอยู่เต็มไป หมด

“เอาองุ่นลงถังได้...” เสียงหัวหน้าคนงานบอกลูกน้องเพื่อช่วยกันยกตระกร้าองุ่นดำที่เตรียมเอาไว้เท ลงในถังไม้โอ๊คขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางลาน รอบๆถังไม้โอ๊คนี้มีถังไม้ขนาดเล็กเพื่อรองน้ำองุ่นที่จะไหลออกมา

“ปีนี้คนเปิดงานประเพณีการทำไวน์ของพวกเราก็คือพ่อเลี้ยงนะครับ” ลุงหัวหน้าคนงานหันมาบอกร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“เอ๊ะ...” ยุนโฮชี้หน้าตัวเองอย่างแปลกใจ
“ทำไมไม่เป็นคู่ลุงชินล่ะครับ” เสียงทุ้มถามขึ้น
“ไม่ ต้องแปลกใจหรอกครับ ก็ปีนี้พ่อเลี้ยงมีนายหญิงเป็นภรรยาแล้ว คนที่ต้องเปิดงานก็ต้องเป็นคู่พ่อเลี้ยงสิครับ เหมือนเมื่อก่อนๆที่คู่เปิดงานการทำไวน์เป็นคุณปู่และคุณย่ายังไงล่ะครับ” ลุงชินเอ่ยบอก
“ครับ” ยุนโฮหันมามองร่างบางที่ยืนงงอยู่ข้างๆ

“มีอะไรฮะ” แจจุงหันมาถามอย่างสงสัย
“แจจุงกับผมต้องลงไปทำไวน์กันในถังไม้โฮ๊คนั่น” ยุนโฮชี้ถังไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้า
“เอ๊ะ...ลงไปทำไวน์!!” แจจุงร้องขึ้นมาอย่างแปลกใจ
“สมัยโบราณการทำไวน์ คือการใช้เท้าเปล่าเหยียบเจ้าองุ่นพวกนี้ให้ช้ำจนมีน้ำองุ่นไหลออกมาน่ะครับ”
“แล้วมันจะสะอาดเหรอ?” แจจุงถามขึ้นอย่างสงสัย
“สะอาด ครับ เราล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดก่อน หลังจากที่คั้นน้ำองุ่นเสร็จเราจะเอาน้ำองุ่นที่ได้ไปกลั่นและกรองเพื่อทำ การหมักอีกที ตอนนั้นเราก็ใช้การต้มเพื่อฆ่าเชื้อน่ะ” ยุนโฮหันมายิ้มให้

“แจจุงว่าคุณยุนโฮลงไปทำคนเดียวดีกว่านะ แจจุงไม่เคยทำฮะ” ร่างบางยิ้มแห้งๆพร้อมกับปฏิเสธออกมา
“ได้ยังไงล่ะ แจจุงต้องลงไปกับผม ครั้งนี้ผมได้ลงไปทำไวน์เป็นครั้งแรกเลยนะ”

“อ๊ะ!!...” ยังไม่ทันที่ร่างบางจะปฏิเสธอีกครั้ง คนตัวเล็กก็ลอยหวือขึ้นมาพร้อมถูกร่างสูงอุ้มเดินไปยังถังไม้โอ๊คขนาดใหญ่ทันที
“คุณยุนโฮไม่เอาฮะ แจจุงทำไม่เป็น ถ้าแจจุงทำเสียไปจะว่ายังไง” ร่างบางปฏิเสธขึ้นอีกครั้ง
“การทำไวน์ไม่ยากอย่างที่แจจุงคิดหรอกน่า” ยุนโฮหัวเราะเบาๆกับท่าทางของร่างบาง

“อ่ะ...ล้างเท้าก่อนครับ” ยุนโฮวางร่างบางให้ยืนอยู่ข้างถังน้ำขนาดกลางที่เอาไว้ใช้ล้างเท้าก่อนที่จะลงไปในถังไม้โอ๊ค
“คุณ ยุนโฮ...ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” แจจุงร้องขึ้น เมื่อร่างสูงก้มลงล้างเท้าให้กับเขา มือหนาจัดการพับชายกางเกงขายาวขึ้นมาเสียจนถึงหัวเข่า
“เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อย....คราวนี้แจจุงลงไปในถังได้แล้วนะ” ยุนโฮอุ้มร่างบางขึ้นมาเพื่อส่งให้แจจุงปีนลงไปในถังไม้โอ๊คที่สูงเกือบจะ ถึงเอว

“อ๊ะ!!...มันนิ่มมากเลยล่ะ อ๊า!!..แจจุงกำลังจะจมลงไปแล้วววว!!...” แจจุงร้องขึ้นมาอย่างตื่นเต้นเมื่อตัวเองลงไปอยู่ในถังองุ่นนั่น ร่างบางเอามือเกาะขอบถังเอาไว้แน่นเพราะกลัวตัวเองจะจมกององุ่นที่สูงมา เกือบถึงเข่า
“หึหึ...” ยุนโฮหัวเราะขึ้นกับความน่ารักและความตื่นเต้นของร่างบาง ยุนโฮหันมาล้างเท้าของเขาจนสะอาดและปีนลงไปในถังไม้โอ๊คด้วยกัน

“เอา ล่ะ เรียบร้อย คราวนี้ก็เพิ่มการทำไวน์ได้....” เสียงหัวหน้าคนงานเอ่ยบอก แล้วไม่นานเสียงดนตรีที่บรรเลงมาจากเครื่องตีและเครื่องเป่าทางพื้นเมือง ของกวางจูก็ดังขึ้น

ยุนโฮจับมือของแจจุงเอาไว้พร้อมกับนำร่างบางเดินย่ำองุ่นดำที่สุกได้ที่ที่อยู่ในถังไม้โอ๊คขนาดใหญ่

“อ๊ะ... อ๋า....อุ๊ย... หุหุ...” แจจุงร้องขึ้นเป็นพักๆ เมื่อตัวเองเซไปมาเพราะต้องคอยย้ำเจ้าพวกองุ่นเหล่านี้ให้มันช้ำเพื่อจะได้ มีน้ำองุ่นไหลออกมา
“คุณยุนโฮ แจจุงจะจมลงไปมั้ยฮะ อ๋า...จะจมแล้ว!!!” ร่างบางรีบคว้าเอวหนาเอาไว้ทันทีเมื่อตัวเองเสียหลักจนเกือบทรงตัวไม่อยู่
“หึ หึ...เดี๋ยวแจจุงก็ชิน” รอยยิ้มกว้างประดับขึ้นบนใบหน้าคม รอยยิ้มที่ออกมาจากความน่ารักของคนตรงหน้า ความน่ารักที่ดูไร้เดียงสาและจริงใจ

“เอาล่ะ คราวนี้คนที่มีคู่ก็ลงมาในถังได้แล้ว” สิ้นเสียงหัวหน้าคนงานพวกหนุ่มสาวที่เป็นคู่รักกันก็พากันลงมาในถังไม่โอ๊คนั้นด้วย

“โอ๊ะ!... หึหึ...อุ๊ย... อ่า...ฮ่าฮ่า...” แจจุงยิ้มกว้างพร้อมกับร้องอุทานไปเรื่อย เมื่อตัวเองเริ่มเดินไปรอบๆถังไม้ ร่างบางเริ่มสนุกกับการทำไวน์ขึ้นมาเสียแล้ว

“ทำไมเราต้องให้คู่รักลงมาทำไวน์ด้วยล่ะฮะ” แจจุงถามขึ้นอย่างสนใจ
“คุณ ปู่เคยบอกว่ามันเป็นความเชื่อน่ะ ความเชื่อที่ว่าการทำไวน์มันต้องใช้เวลานานในการบ่งเพาะถึงจะได้ไวน์ที่มีรส ชาติดี มันก็เหมือนกับความรักไง ความรักที่ใช้เวลาในการศึกษากัน อยู่ด้วยกันและเรียนรู้กัน ค่อยๆบ่มเพาะความรักของคนสองคนให้สุกงอม จนกระทั่งก่อเกิดเป็นความรักที่มีคุณค่าแก่จิตใจของคนทั้งสอง ความรักในแบบนี้หายากนะ แต่ผมก็หวังว่า...ความรักดีๆแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวผมบ้าง” เสียงทุ้มเอ่ยบอกพร้อมกับสายตาคมที่จ้องมองสบตากับร่างบางเอาไว้ ทุกคำพูดมันสื่อความหมายจากหัวใจของเขาได้เป็นอย่างดี

ปากอิ่มยิ้ม กว้างขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่ยุนโฮบอก ‘แจจุงก็อยากมีความรักดีๆแบบนั้นเหมือนกัน’ ทั้งสองจ้องมองกันเนิ่นนานพร้อมกับหัวใจสองดวงที่แทบจะเต้นในจังหวะเดียวกัน มือของทั้งคู่ประคองกันเอาไว้เมื่อยังต้องเดินอยู่ในถังไม้โอ๊ค แต่ความรู้สึกในตอนนี้มันก็กลับมีบางสิ่งบางกำลังก่อตัวขึ้นมาในหัวใจทีละ น้อย...


“ได้น้ำองุ่นเยอะเลยนะฮะ” แจจุงหันมาบอกร่างสูงหลังออกมาจากถังไม้โอ๊คแล้ว
“ใช่...” ยุนโฮหันมายิ้มให้ก่อนจะสั่งการกับคนงานอีกครั้ง

“เอาน้ำองุ่นที่ได้ไปเตรียมทำไวน์แล้วก็ใส่ถังหมักได้เลยนะ เดี๋ยวฉันจะลงมาดู” ยุนโฮสั่งความกับลูกน้องอีกครั้ง
“สงสัยปีนี้เราคงได้ไวน์หวานๆ รสชาติดีกว่าทุกปีแน่เลยครับพ่อเลี้ยง” เยซองแซวพ่อเลี้ยงขึ้นมาอีกครั้ง
“ไปทำงานได้แล้ว...” ยุนโฮส่งสายตาคาดโทษเอาไว้เล็กน้อยก่อนจะพาร่างบางที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยองุ่นดำไปอาบน้ำ


....


“เดี๋ยวแจจุงไปอาบน้ำก่อนนะ” ยุนโฮพาร่างบางเดินกลับเข้ามาในห้องนอน
“ไม่ เป็นไรฮะ คุณยุนโฮก็ตัวเลอะอ่ะ คุณยุนโฮไปอาบน้ำก่อนดีกว่า” แจจุงพูดขึ้น มือเรียวจะหันไปเปิดตู้เพื่อหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาเตรียมเอาไว้ให้ร่างสูง
“แจ จุงนั่นล่ะไปอาบก่อน ...แจจุงตัวเลอะกว่าผมอีกนะ” ยุนโฮยื้อมือเรียวเอาไว้ ร่างบางล้มลงไปในถังตั้งหลายครั้ง มันน่าขำและก็น่ารักในเวลาเดียวกันเชียวล่ะ

“คุณยนโฮนั่นล่ะ...อ๊ะ !!....” แจจุงร้องขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่รีบคว้าคอร่างสูงอาไว้ เมื่อจู่ๆยุนโฮก็อุ้มเขาเดินเข้ามาในห้องน้ำอย่างไม่ทันตั้งตัว
“แจจุงดื้อ...”
“คุณยุนโฮก็ดื้อ...แถมเอาแต่ใจตัวเองด้วย...” ร่างบางเถียงกลับมาบ้างพร้อมกับตาสีนิลที่จ้องมองใบหน้าคมอย่างเคืองๆ
“หึ หึ...” ยุนโฮก้มมองใบหน้าสวยที่อยู่ใกล้ ร่างบางหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความเขิน ก่อนจะเสหันหน้าหลบสายตาคมที่ยังมองเขาอยู่อย่างนั้น


“อาบน้ำได้แล้วครับ” ยุนโฮวางร่างบางลงบนพื้นกระเบื้องในห้องน้ำ มือหนาจัดแจงเปิดน้ำจากฝักบัวทันที
“คุณยุนโฮออกไปสิฮะ แจจุงจะได้อาบน้ำ” ร่างบางเอ่ยขึ้น แจจุงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองร่างสูงสักนิดเมื่อยุนโฮเริ่มขยับเข้ามาใกล้
“หรือ ผมจะอาบน้ำพร้อมแจจุงดีน๊า...” เสียงทุ้มกระซิบลงเบาๆที่ข้างหู ร่างสูงแกล้งขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนแจจุงต้องถอยหลังออกมา แต่ตัวเองกลับชนเข้ากับผนังของห้องน้ำพอดี

....ไม่มีทางหนีอีกแล้ว...คุณยุนโฮอย่าเข้ามาใกล้กว่านี้สิ ยิ่งใกล้...หัวใจของแจจุงก็ยิ่งเต้นเร็วมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้

“ผมอาบน้ำให้เอามั้ย” ยุนโฮยังวายจะถามต่อ
“ม่ะ...ไม่...แจจุงอาบเองได้ฮะ...” ร่างบางอ้อมแอ้มตอบออกไปโดยเลี่ยงที่จะสบสายตาคม

“หึหึ...หึหึ...” จู่ๆเสียงทุ้มก็หัวเราะขึ้นมาจนเรียกให้ดวงตาสีนิลเงยขึ้นมามองอย่างสงสัย
“ทำไวน์ยังไงครับ ถึงได้มีเมล็ดองุ่นติดหัวเต็มไปหมดแบบนี้” ยุนโฮยิ้มกว้างขึ้น

มือ หนาหยิบเมล็ดองุ่นที่ติดอยู่บนผมสีทองออกเบาๆ สายตาคมยังจ้องมองใบหน้าสวยที่ชื่นเหงื่อและคราบของน้ำองุ่นสีดำที่กระเด็น มาเปรอะใบหน้าสวยบ้าง แต่ความสวยงามของร่างบางไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยสักนิด

“ซ่า... ซ่า....ซ่า...” เสียงน้ำที่เปิดขึ้นจากฝักบัวยังคงไหลงมากระทบพื้นกระเบื้องอย่างไม่ขาดสาย แต่เสียงของสายน้ำนั้นไม่ได้กระทบเข้าโสตประสาทของคนทั้งสองที่ยืนจ้องมอง กันเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่รับรู้ในตอนนี้คือสายตาของกันและกันต่างหาก สายตาคมที่จ้องมองลึกเข้าไปยังดวงตาสีนิลคู่สวย ยิ่งมองก็ยิ่งน่าค้นหา ยิ่งมองก็เหมือนกับยิ่งถูกสายตาคู่นี้ตรึงร่างของเขาเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน

ปลายนิ้วยาวไล้แก้มเนียนที่เปรอะคราบน้ำองุ่นไปเบาๆพร้อมกับใบหน้า คมที่ค่อยๆเลื่อนเข้ามาหาร่างบาง ใกล้ขึ้น...ใกล้ขึ้น....จนริมฝีปากของร่างสูงสัมผัสลงบนเรียวปากอิ่มไปเบาๆ

....อ่อนนุ่มและหอมหวาน....

ยุนโฮจูบลงบนเรียวปากอิ่มแรง ขึ้นอีกนิด ก่อนจะค่อยๆตักตวงความหวานบนเรียวปากของแจจุงทีละน้อย ปากหยักขบลงบนกลีบปากอิ่มเบาๆครั้งแล้วครั้งเล่า มือหนายกขึ้นมาประคองใบหน้าสวยให้เอียงรับกับรสจูบที่เขากำลังจะมอบให้ เรียวลิ้นอุ่นแทรกผ่านกลีบปากคู่สวยเข้าไปทักทายและตักตวงความหอมหวานในโพรง ปากของร่างบาง ลิ้นทั้งสองคลอเคลียไปมาอย่างเป็นกันเอง ความวาบหวามที่เกิดขึ้นตรงกลางหน้าอกบาง ความร้อนที่ค่อยๆแล่นไปมาในร่างกาย ความอุ่นวาบที่มันเกิดขึ้นตรงกลางหน้าอก สัมผัสที่อ่อนโยนไม่เร่งรีบแต่กลับก่อเกิดความรู้สึกที่ดียิ่งอย่างประหลาด

มือ เรียวเกาะเอวหนาของยุนโฮเอาไว้แน่นเพื่อพยายามทรงตัวให้อยู่ไม่ให้ล้มลงไป เพราะสัมผัสที่วาบหวามของร่างสูงที่ส่งมาให้ ร่างกายกำยำของยุนโฮบดเบียดแน่บชิดกับร่างบางแน่นสนิทเข้าไปจนไม่มีอากาศ ผ่าน ความร้อนจากร่างกายของคนทั้งสองมันกำลังระอุขึ้นทีละน้อย

เสียง ลมหายใจของกันและกันที่ได้ยิน เสียงหัวใจที่เต้นเร็วและแรงที่ต่างฝ่ายต่างก็คงได้ยินเช่นกัน สัมผัสที่ทั้งสองกำลังมอบให้แก่กันก็คงทำให้ต่างรับรู้ได้ถึงความหมายที่แฝง เอาไว้ในนั้น

อ่อนละมุน นุ่มลึกและเย้ายวนใจ


“อ่า... อ่า....” เสียงทุ้มและเสียงหวานหอบหายใจขึ้นเมื่อผละรสจูบที่เนิ่นนานออกมา ปากอิ่มเผยอรับอากาศเข้าปอดไปเล็กน้อย หน้าผากของยุนโฮแนบอยู่กับหน้าผากมนของร่างบาง จมูกโด่งของร่างสูงยังคลอเคลียจมูกโด่งของแจจุงอย่างออดอ้อน สายตาคมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลอีกเช่นเคย

“ผมว่า....ผมลงไปอาบ น้ำข้างล่างดีกว่า” ยุนโฮเลือกที่จะหยุดความรู้สึกเอาไว้แค่นั้น ทั้งที่อยากจะสานต่อ แต่เพราะร่างบางเคยบอกเอาไว้ เสียงหวานที่ผุดขึ้นมาในหัว คำพูดที่เคยบอกเอาไว้อยากให้พร้อมสำหรับการโอบกอดที่จริงจังและมีค่า เขาจึงเลือกที่จะหยุดอยู่แค่นี้....

ยุนโฮส่งยิ้มให้แจจุงก่อนจะเดิน ออกจากห้องน้ำไป หัวใจของเขาเต้นเร็วพอๆกับร่างบาง ความรู้สึกที่อยากโอบกอดร่างบางเอาไว้มีมากพอๆกับด้านดีในจิตใจ

ปาก อิ่มอมยิ้มบางๆขึ้น นิ้วเรียวยกขึ้นมาไล้ลงบนริมฝีปากของตัวเองพร้อมกับมือเรียวอีกข้างที่ยก ขึ้นมาทาบหน้าอก หัวใจเต้นเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกดีๆก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง

จูบ เมื่อครู่มันหวานซึ้งตรึงใจขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ขอให้ยุนโฮหยุด แต่ร่างสูงกลับเป็นฝ่ายหยุดเสียเอง อาจจะเป็นเพราะรู้ว่าเขายังไม่พร้อม...

...รออีกหน่อยนะฮะ รออีกนิด...แจจุงใกล้จะตัดสินใจได้แล้ว....


“ตึง!!....” หลังกว้างพิงเข้ากับผนังห้องนอนอย่างแรง พร้อมกับมือหนาที่ยกขึ้นมาทาบหน้าอกแกร่งของตัวเองเอาไว้
“ใจ เย็นยุนโฮ....ใจเย็นๆ รออีกนิด รอแจจุงอีกหน่อย แกรอได้ไม่ใช่เหรอ?...” ยุนโฮอมยิ้มขึ้นกับเสียงหัวใจของตัวเองที่เรียกร้องหัวใจของร่างบางเหลือ เกิน แต่เขาไม่อยากบังคับแจจุง เอาไว้ให้ถึงเวลาที่เหมาะมันคงจะดีกว่านี้...เขาหวังเอาไว้อย่างนั้น.....

แค่ได้จูบ....แค่ได้โอบกอดเอาไว้เช่นนี้ก็ดีแล้วนี่นา...



++++++


“วันนี้ ผมจะเข้าเมืองไปทำธุระกับคุณซีวอน แจจุงไม่ต้องรอผมทานข้าวเย็นนะ อาจจะกลับค่ำๆ” ร่างสูงหันมาบอกเมื่อกำลังเตรียมเอกสารที่จำเป็นถือติดมือไปด้วย
“ได้ฮะ ว่าแต่ไปธุระเรื่องอะไรเหรอ?” แจจุงถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้
“เรื่องไร่นะครับ” ยุนโฮหันมายิ้มให้ก่อนที่จะเดินไปที่รถ
“เดินทางดีๆนะฮะ” แจจุงเอ่ยบอกขึ้นมาเบาๆ
“อื้ม...ผมไปล่ะ” ยุนโฮขึ้นรถไปพร้อมเยซองทันที


“ไป ทำอะไรเรื่องไร่นะ” แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย แต่ก็ต้องหยุดความสงสัยเอาไว้แค่นั้นเมื่อมีเสียงของใครบางคนมาที่ไร่อีก ครั้ง
“สวัสดีครับ นายหญิงแห่งไร่ชอง...”
“อีซังยูน...” แจจุงมองชายร่างโปร่งอย่างแปลกใจ มาที่นี่อีกทำไม
“คุณมีธุระอะไร ถ้าจะมาหาพ่อเลี้ยง... พ่อเลี้ยงไม่อยู่หรอกนะ” แจจุงเอ่ยบอกร่างโปร่งที่เอาแต่ยืนจ้องมองตน
“ผมมีธุระกับคุณ” อีซังยูนยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยบอกสิ่งที่เขามาหาร่างบางวันนี้

“ได้ข่าวว่าไร่แย่ไปเพราะแมลงลงเป็นจำนวนมากงั้นเหรอ” อีซังยูนเปิดปากทันที
“ข่าวเร็วจังนะครับ” แจจุงมองใบหน้าของชายตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจนัก
“ข่าวของผมมักจะเร็วเสมอ”
“คุณมีธุระอะไรกับผม” แจจุงถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“อ่า...เข้าเรื่องกันเลยก็ดี” อีซังยูนยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยบอก

“ถ้าคุณช่วยผมกล่อมพ่อเลี้ยงให้ขายที่ให้ผมได้ ผมจะให้ค่านายหน้าคุณ 10%”
“ฮึม...” แจจุงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากทันที
“หรือต้องการมากกว่านั้น เอาสัก 15% ดีมั้ยครับ”

“ผม ไม่มีทางทำอย่างนั้นหรอกนะ ไม่ว่าคุณจะเอาเงินมากองตรงหน้าผมกี่ร้อยกี่พันวอนล้าน ผมก็ไม่มีวันบอกให้คุณยุนโฮขายที่แห่งนี้หรอก ไม่ว่าคุณจะทำอะไร...เราก็จะไม่ขายที่ให้คุณ” แจจุงพูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจัง

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณต้อง การที่ดินพวกนี้ไปทำอะไร แต่ผมขอบอกเอาไว้เลยว่าพวกเราที่นี่รักพื้นดินผืนนี้มาก และก็จะไม่มีวันขายมันไปเป็นอันขาด คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกนะว่าที่ดินผืนนี้มันสำคัญกับทุกคนที่นี่ขนาดไหน เรื่องสุดท้ายที่ผมจะบอกคุณก็คือ....เลิกล้มความตั้งใจที่จะพยายามซื้อ ที่ดินผืนนี้เสียเถอะ ถึงคุณจะพยายามากเท่าไหร่แต่มันก็เป็นการพยายามที่สูญเปล่า เราไม่มีวันขายพื้นที่แห่งนี้เป็นอันขาด” เสียงหวานประกาศกร้าวออกมาอีกครั้ง สายตาที่แน่วแน่และน้ำเสียงที่จริงจังทำให้ร่างโปร่งที่ยืนอยู่ไม่ค่อยพอใจ นัก

“คุณกลับไปซะเถอะ แล้วก็อย่ามาที่นี่อีก...” แจจุงพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“หึหึ คุณรู้อะไรมั้ย...ถ้าผมอยากได้อะไร ผมต้องได้!!...ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม” อีซังยูนทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะจากไป

คำ พูดของร่างโปร่งทำให้แจจุงกลัวขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าอีซังยูนเป็นคนลงมือทำเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับไร่ชองล่ะ แล้วถ้าเขาลงมือทำอีก...ไร่ชองต้องแย่แน่ๆเลย....

........

 

~*~ My Beloved ~*~



“เรา ยังไม่สามารถดำเนินการตามที่พ่อเลี้ยงขอร้องได้นะครับ เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายจับหรือจับตัวคนร้าย” เสียงสารวัตรคังเอ่ยบอกยุนโฮและซีวอนที่เข้ามาขอพบเรื่องการจับตัวคนร้ายที่ ลอบปล่อยแมลงมาทำร้ายองุ่นในไร่ของพวกเขาทั้งสอง

“ทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลยหรือครับ” ซีวอนถามขึ้นมาอย่างร้อนใจ

“เรา ต้องหาหลักฐานที่สามารถมัดตัวคนร้ายให้ได้มากกว่านี้เสียก่อน คุณแค่มาแจ้งความและแจ้งข้อหา แต่ทางเราไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดกับคู่กรณี มันก็เป็นไปไม่ได้ที่ทางตำรวจจะไปจับกุม”สารวัตรคังอธิบาย

“เราคงต้องหาหลักฐานให้มากกว่านี้ แต่ผมกลัวว่ามันจะเกิดเหตุร้ายกับทางไร่ของเราอีก” ยุนโฮออกความคิดเห็น
“ผม จะพยายามช่วย...แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มาก ทางตำรวจเราก็มีกันอยู่ไม่กี่นาย แล้วที่นี่มันก็เป็นแค่ชนบท การจับกุมหรือการฟ้องร้องที่พวกคุณกล่าวหาคู่กรณีมันก็ทำได้ยาก อย่าลืมนะครับ ว่าคนที่คุณกล่าวหานั้นเส้นใหญ่เหมือนกัน ถ้าหลักฐานไม่ดีพอเขาก็ยังคงลอยนวลต่อไปได้” สารวัตรคังให้คำแนะนำอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่หลักฐานมันไม่มีให้กล่าวอ้างเลยสักนิด แค่ข้อสันนิษฐานที่ทางซีวอนและพ่อเลี้ยงชองแจ้งมามันไม่สามารถมัดตัวคนผิดไป ได้หรอกนะ

“งั้นผมจะไปหาหลักฐานมาก็แล้วกัน” ยุนโฮเอ่ยบอก เขาไม่มั่นใจว่าจะหาหลักฐานที่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้รึเปล่า เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป แต่ที่แน่ๆการที่เราจับตัวคนร้ายได้ยิ่งเร็วมันก็ยิ่งดีต่อความปลอดภัยของ ทางไร่

“พ่อเลี้ยงจะเอายังไงต่อไปครับ” ซีวอนหันมาถามเมื่อกำลังเดินออกมาจากสถานีตำรวจ
“ผมจะไปปรึกษากับยูชอนเรื่องที่ดินอีกครั้ง เราน่าจะได้เบาะแสอะไรดีๆบ้าง”
“ผมคงช่วยได้ไม่มาก เพราะตอนนี้ไร่ของผมยังไม่ฟื้นเลย” ซีวอนกล่าวอย่างเป็นกังวล
“ไม่เป็นไร่ครับ ถ้ามีข่าวคืบหน้าอะไรผมจะแจ้งให้คุณซีวอนทราบก็แล้วกัน” ยุนโฮหันมาบอก
“ถ้ามีอะไรที่ผมพอช่วยได้ก็บอกนะ ผมอยากให้เรื่องมันจบลงสักที” ซีวอนพูดขึ้นมาเบาๆ




“เรื่องหาตัวคนผิดไปถึงไหนแล้วว่ะ” ยูชอนถามไถ่ขึ้นเมื่อยุนโฮมาหาเขาถึงที่อำเภอ
“ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย หลักฐานของเรามีไม่พอน่ะ” ยุนโฮลอบถอนใจออกมา
“แย่หน่อยนะ” ยูชอนพูดขึ้นอย่างเห็นใจ

“เออ...ฉันว่าจะมาขอดูพวกรายชื่อคนที่ขายที่ดินแถวนี้ไปน่ะ ขอดูหน่อยได้มั้ย” ยุนโฮถามขึ้นเมื่อเขานึกอะไรขึ้นมาได้
“เอ๊ย... ข้อมูลทางราชการใครเขาให้ดูกันล่ะว่ะ” ยูชอนร้องขึ้นมาอย่างแปลกใจ
“เอาน่า....ถือว่าช่วยกันหน่อย ฉันแค่สงสัยอะไรบางอย่างน่ะ ช่วยหน่อยล่ะกันนะยูชอน” ยุนโฮขอร้องขึ้นมาอีกครั้ง
“ตามเข้ามาที่ห้องทำงานฉันก็แล้วกัน” ยูชอนมองซ้ายมองขวาก่อนจะพายุนโฮเข้ามาคุยกันที่ห้องทำงานของเขา

ยูชอนส่งเอกสารกว่า 5 เล่มมาให้ยุนโฮตรวจดูรายชื่อเจ้าของที่ดินที่อยู่ในละแวกอำเภอของเขา

“คน พวกนี้เขาย้ายไปที่ไหนกันหมดแล้วน๊า..” ยุนโฮกวาดตามองรายชื่อคนที่ขายที่ดินในอำเภอนี้อย่างใช้ความคิด แต่แล้วสายตาคมก็ต้องมาสะดุดกับชื่อของคนซื้อที่ดินที่แทบจะเป็นชื่อเดียว กันหมด

อีซังยูน

‘ไอ้หมอนี่มันกว้านซื้อที่ดินแถบนี้ทั้งหมด เลยนี่นา จะเหลือก็แต่ที่ของเราและซีวอน’ ยุนโฮจ้องมองขอบเขตที่ดินที่อีซังยูนซื้อไป แต่ก็ยังไม่ได้เอาไปก่อสร้างอะไรทั้งสิ้น
‘หมอนั่นจะเอาที่ไปทำอะไร เยอะแยะขนาดนี้’ ยุนโฮนั่งอ่านเอกสารอย่างใช้ความคิด ว่าแล้วมือหนาก็รีบจดรายชื่อของคนที่ขายที่ดินให้กับอีซังยูนเอาไว้ทันที


.
.
.


“วันนี้ผมต้องเข้าไปในโซล คงกลับมาช่วงค่ำๆ แจจุงไม่ต้องรอทานข้าวนะ” ยุนโฮหันมาบอก มือหนาถือเอกสารตั้งใหญ่ลงมาจากห้องทำงาน
“ไปธุระหรือฮะ” แจจุงถามขึ้นมาอย่างสงสัย หมู่นี่คุณยุนโฮเข้าเมืองบ่อยจัง แถมบางครั้งเยซองยังบอกว่าเข้าไปทำธุระถึงในโซลด้วย
“ครับ เข้าไปทำธุระน่ะ” ยุนโฮหันมายิ้มให้แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร ร่างสูงเดินนำไปที่รถทันที
“เดินทางดีๆนะฮะ” แจจุงยื้อข้อมือหนาเอาไว้ก่อนที่ร่างสูงจะปิดประตูรถ
“ครับ...” ยุนโฮหันมายิ้มให้ก่อนจะขึ้นรถไป

แจ จุงมองตามรถคันใหญ่ไปอย่างใช้ความคิด เขาไม่ได้บอกร่างสูงเรื่องที่อีซังยูนมาที่ไร่นี้อีกครั้ง เขาไม่อยากให้ยุนโฮเป็นกังวลในเรื่องไร่อีกแล้ว ท่าทางร่างสูงเองคงมีเรื่องที่ต้องจัดการ เขาเลือกที่จะไม่ถามให้วุ่นวายแต่รอให้ยุนโฮพร้อมที่จะบอกเขาเองน่าจะดีกว่า



...


“คุณมยองจุนอยู่รึเปล่าครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถามชายร่างท้วมเจ้าของบ้าน เมื่อเขามาหาใครบางที่ถึงในโซล
“ผมมยองจุน” ชายแก่ร่างท้วมเอ่ยขึ้น สายตาของเขาจ้องมองร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างแปลกใจ
“ผม ชองยุนโฮ เจ้าของไร่ชองแห่งกวางจู ผมมีเรื่องจะรบกวนคุณสักเล็กน้อย” ยุนโฮเอ่ยบอกอย่างเป็นมิตรก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้าไปคุยธุระกันในบ้านของม ยองจุน

“คุณขายที่ให้อีซังยูนใช่มั้ย” ยุนโฮเปิดปากถามรายละเอียดอย่างไม่อ้อมคอม
“ใช่ครับ ผมขายที่ของคุณพ่อไป แต่ก็น่าเสียดายที่ตัดสินใจขายไป” มยองจุนเอ่ยบอกอย่างเสียดาย
“เพราะ...” ยุนโฮเอ่ยขึ้นมาเบาๆพรอกับมองสีหน้าของมยองจุนที่ไม่สู้ดีนัก

“เพราะ เงิน...จำนวนเงินที่เขาเสนอให้เรามักมากมายเหลือเกิน ผมจึงตัดสินใจขายที่ของคุณพ่อไปแต่พอเอาเข้าจริงๆ สัญญาซื้อขายของเรามันไม่ไปตามนั้น อีซังยูนโกงผม แต่ผมผิดเองที่ไม่ได้อ่านรายละเอียดของสัญญาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ผมเห็นเงินมากมายก็ดีใจแล้วก็เซ็นต์ขายที่ไปอย่างง่ายดาย” มยองจุนยิ้มเยาะตัวเองกับความสะเพร่าที่ไม่น่าให้อภัย

“ถ้าผมจะขอดู สัญญาได้มั้ย คืออย่างที่ผมบอกคุณไปตอนต้นเรื่องไร่ของผมและความเดือดร้อนของใครหลายๆคน ถ้าเราร่วมมือกันจัดการเอาเรื่องกับคนผิดมันคงทำได้ไม่ยาก” ยุนโฮขอร้องขึ้นมาอีกครั้ง เขาได้อธิบายรายละเอียดทั้งหมดให้กับมยองจุนฟังไปหมดแล้ว และก็เหลือแค่การตัดสินใจว่าจะร่วมมือกับเขาหรือไม่
“ได้...ผมไม่เหลือ อะไรแล้ว ถ้าผมพอจะช่วยได้ผมก็ไม่อยากให้พวกคุณเป็นอย่างผม” มยองจุนเดินเข้าไปหยิบสัญญาซื้อขายที่ดินของเขามาให้ร่างสูงทันที

ยุ นโฮรับสัญญามาอ่านอย่างละเอียด ‘หมอนี่มันโกงกันชัดๆ อีซังยูนโกงราคาที่ดินและทำการเปลี่ยนสัญญา ถ้าใครไม่อ่านรายละเอียดให้ดีเสียก่อน ก็คงจะรีบเซ็นต์ขายที่เพราะเงินก้อนโตที่ล่อตาล่อใจ’

“ผมขอให้ก็อปปี้สำเนาสัญญาฉบับนี้ไว้ได้มั้ยครับ ผมว่ามันจะเป็นหลักฐานที่ดีที่เราจะมัดตัวคนผิด” ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมาบอก
“เชิญตามสบาย ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับพวกคุณด้วยนี่” มยองจุนเอ่ยบอกอย่างถอดใจ
“ใคร ว่าล่ะ...ถ้าเราจับคนผิดได้ คุณอาจจะได้ที่คืน...ผมพยายามรวบรวมหลักฐานเพื่อจับตัวคนร้ายให้ได้มากที่ สุด หวังว่าเขาจะดิ้นไม่หลุด ถ้าคดีนี้ผ่านไปได้...คุณอาจจะได้ที่คืนหรือไม่ก็คงได้เงินชดเชยกลับมา” ยุนโฮพูดขึ้นอีกครั้ง
“ขอบคุณนะ แต่ผมไม่หวังอะไรแล้ว ผมทำให้ครอบครัวลำบากเพราะความโลภ” มยองจุนชี้ให้ยุนโฮดูร้านขายของเล็กๆหน้าบ้านของเขา
“นี่คือสิ่งที่เหลืออยู่ ที่ดินกว่า 50 ไร่ที่ขายไป มันกลายมาเป็นแค่ร้านชำเล็กๆแค่นี้” มยองจุนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่เศร้าลง
“แต่อย่างน้อยคุณก็ยังมีกิจการเล็กๆของตัวเอง ผมว่าอะไรๆมันจะต้องดีขึ้น...”ยุนโฮพูดให้กำลังใจไปเบาๆ

“เราคงต้องเจอกันอีกถ้าเราจับคนร้ายได้ คุณอาจจะต้องไปเป็นพยาน” ยุนโฮเอ่ยบอกถึงเหตุการณ์ล่วงหน้าที่เขาคาดการณ์เอาไว้
“ได้ครับ...ไม่มีปัญหา” มยองจุนรับปากอย่างเต็มใจ
“ขอบคุณอีกครั้ง แล้วผมจะติดต่อกลับมานะ ขอบคุณจริงๆ” ยุนโฮยิ้มให้มยองจุนก่อนจะขอตัวกลับไป



.........



“ป้า มินอาฮะ ช่วยแบ่งกับข้าวเอาไว้ให้คุณยุนโฮด้วยนะฮะ วันนี้คุณยุนโฮบอกว่าจะกลับค่ำๆ” แจจุงเอ่ยบอกแม่บ้านที่กำลังเตรียมกับข้าวสำหรับมือเย็น
“ได้ค่ะ หมู่นี้พ่อเลี้ยงกลับบ้านค่ำเชียวนะคะ คุณแจจุงเลยต้องทานข้าวคนเดียว”
“สงสัย คงมีธุระสำคัญน่ะฮะ” แจจุงหันมายิ้มบางๆให้ เขาแค่หวังว่าธุระที่คุณยุนโฮต้องไปจัดการมันคงจะเสร็จภายในเร็ววัน ร่างสูงออกไปตั้งแต่เช้ากลับบ้านก็ค่ำมืด ไม่รู้ว่าได้ทานข้าวตรงเวลาบ้างรึเปล่า นี่เขาอุส่ากำชับให้เยซองดูแลคุณยุนโฮอีกแรง เพราะร่างสูงมักจะดื้อ มัวแต่ทำโน้นทำนี่จนลืมเวลาเสมอ

.
.
.

“2 ทุ่มแล้วทำไมยังไม่มาอีกนะ” ร่างบางผุดลุกผุดนั่งอยู่ในห้องรับแขก แจจุงชะเง้อมองรอคอยร่างสูงที่บอกว่าจะรีบกลับมา แต่นี่ก็ปาเข้าไปตั้ง 2 ทุ่มกว่าแล้ว ยังไม่เห็นยุนโฮจะกลับมาเลย รู้สึกเป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้สิ

“นาย หญิงครับ!!....นายหญิงครับ!! แย่แล้ว!!....” เสียงคนงานตะโกนเรียกแจจุงลั่นบ้าน ร่างใหญ่ของคนงานรีบวิ่งเข้ามาหาแจจุงถึงในบ้านอย่างร้อนใจ
“มีอะไร...” แจจุงถามขึ้นอย่างสงสัย
“ไฟไหม้ครับ!! ไฟไหม้คอกม้า!!”
“อะไรนะ!!” แจจุงร้องขึ้นมาอย่างตกใจพร้อมกับรีบวิ่งออกไปยังคอกม้าที่อยู่ทางด้านหลังของบ้านทันที


ภาพตรงหน้าที่เห็นก็คือเปลงเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่ภายในโรงเก็บม้า เปลวไฟที่ร้อนแรงกำลังลามไหม้ไปเรื่อยๆ

“รีบเอาน้ำมาดับไฟเร็ว!!” แจจุงสั่งคนงานหลายคนที่กำลังวิ่งหาน้ำมาดับไฟกันให้วุ่น
“คยู... สั่งให้คนงานดูโรงเก็บไวน์ด้วยนะ ระวังไฟจะลามไปที่นั่น!!” แจจุงตะโกนบอกคยูทันที โรงเก็บม้าและโรงบ่มไวน์มันอยู่ไม่ไกลกันนัก ถ้าไฟลามไปถึงโรงบ่มไวน์ล่ะแย่แน่เลย

“ไฟลามไปเยอะเลยครับนายหญิง มันลุกเร็วจนน่าตกใจ” คยูรีบวิ่งมาบอกความเสียหายที่เขาพบเจอ
“แล้วม้าล่ะ!!...” แจจุงถามขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเจ้าม้าสองตัวอยู่ในโรงเก็บม้า
“เออ...ยังไม่ได้ช่วยออกมาเลยครับ ไฟมันแรงมากไม่มีใครกล้าเข้าไปเลยครับนายหญิง”
“รีบเข้าไปช่วยม้าก่อนเร็ว!!” แจจุงร้องบอกก่อนจะรีบวิ่งไปทางโรงเก็บม้าด้านหน้า

“นายหญิงจะทำอะไรครับ นายหญิงเข้าไปไม่ได้นะ!!” คยูยื้อร่างบางเอาไว้เมื่อแจจุงพยายามจะวิ่งเข้าไปยังโรงเก็บม้าที่มีไฟไหม้อย่างหนัก
“ฉันจะไปช่วยม้าของคุณยุนโฮ คยูปล่อยสิ!!” แจจุงพยายามสะบัดแขนออก
“ไฟมันแรงมากนายหญิงเข้าไปมันอันตรายนะครับ”
“แต่นั้นมันเป็นม้าของคุณยุนโฮนะ!!” แจจุงหันมาบอกก่อนจะรีบวิ่งไปทางโรงเก็บม้าด้านที่ไฟยังไม่ลามมามาถึง
“นายหญิง!!” คยูร้องตามร่างบางไป เขาเรียกให้คนงานอีกคนสองคนตามแจจุงเข้าไปเพราะกลัวนายหญิงจะได้รับอันตราย



“กิมจูล... ซาอิน...แกสองตัวอยู่ไหน” แจจุงร้องหาม้าสองตัวของยุนโฮ ร่างบางพยายามเดินฝ่าควันไฟเข้าไปในคอกม้าที่กำลังมีไฟลามมาช้าๆ

“แค่ ก....แค่ก...” แจจุงสำลักควันไฟขึ้นมาเล็กน้อย มือเรียวพยายามปัดป้องควันกลุ่มใหญ่ที่อยุ่ตรงหน้าแล้วไม่นานร่างบางก็เดิน มาจนถึงคอกม้าจนได้

“ซาอิน...กิมจูล...แกไม่เป็นไรนะ” แจจุงลูบแผงคอม้าสองตัวที่ตื่นกลัวกับไฟกลุ่มใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ภายในคอกม้าร้อนระอุไปด้วยเปลวเพลิง
“แก ต้องรีบออกไป แค่ก....แค่ก...” แจจุงพยายามแกะบังเหงียนที่ผูกเอาไว้ออก แต่ก็ทำได้ยากเต็มทีเพราะควันไฟที่เพิ่มมากขึ้นและเจ้าซาอินที่ตื่นกลัว
“อยู่นิ่งๆสิ ซาอิน...” แจจุงพยายามรีบแกะบังเหงียนออกจนสำเร็จ
“ไป...ซาอินแกรีบวิ่งออกไป แค่ก...แค่ก...” มือเรียวตีลงที่ก้นม้าเพื่อให้ซาอินวิ่งไปยังทางออกทันที

“เอาล่ะ เหลือแล้วนะกิมจูล ใจเย็นๆ” แจจุงหันมาหาเจ้าม้าอีกตัวที่ยังเดินวนไปวนมา
“ไม่ ต้องกลัวกิมจูล ไม่ต้องกลัว” ร่างบางพยายามแกะบังเหงียนที่ผูกเข้ากับเสาไม้ออก แต่บังเหงียนของกิมจูลนั้นพูดเอาไว้แน่น แถมเจ้าม้าตัวใหญ่ยังไม่ยอมอยู่นิ่งจนสายบังเหงียนมันพันไปมากับเสาไม้จนแก้ ออกลำบาก

“แค่ก...แค่ก..ไม่...ไม่ออก” แจจุงสำลักควันไฟเข้าไปอีกครั้ง ร่างบางทรุดตัวลงพร้อมกับไอออกมามือเรียวยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลลงมาเพราะ ควันไฟออกก่อนจะพยายามช่วยกิมจูลอีกครั้ง

“ออกสิ!! ออกสักที!!” แจจุงพยายามแกะบังเหงียงออกมาอีกครั้ง

“ออกแล้ว!! โครม!!!....” จู่ๆเสาไม้ที่ถูกไฟไหม้อยู่อีกด้านก็ล้มลงมา

“โอ๊ย!!!...” แจจุงร้องขึ้นมา มือเรียวจับลงที่ข้อเท้าของตัวเอง เมื่อถูกเสาไม้เมื่อครุ่ฟาดลงมาอย่างแรง

“กิลจู ล แกต้องรีบออกไป” แจจุงทรุดตัวลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ร่างบางพยายามผลักให้เจ้าม้าตัวใหญ่ของยุนโฮรีบวิ่งออกไป แต่เจ้ากิมกจูลกลับยังยืนอยู่ข้างๆเขา
“กิมจูล...แกต้องรีบออกไป แค่ก....แค่ก ...ออกไปสิ..ออกไป..แค่ก...แค่ก...” ไฟเริ่มลามเข้าใกล้มาทุกที ความร้อนระอุก็เพิ่มมากขึ้น ร่างบางพยายามลุกขึ้นแต่ก็ทำได้ยาก เมื่อขาของเขามันบาดเจ็บเกินกว่าจะลุกขึ้นไหว

“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย ..แค่ก....แค่ก...”แจจุงสำลักควันไฟอีกครั้ง ร่างบางไม่มีแรงที่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นอีกแล้ว ทั้งร้อนทั้งเจ็บขา มือเรียวได้แต่เกาะขาเจ้ากิมจูลเอาไว้ ในใจก็ภาวณาให้มีใครเข้ามาช่วยเขาและเจ้ากิมจูลสักที ตาสีนิลมองเพลิงที่กำลังลุกลามเข้ามาใกล้อย่างหมดหวัง

“คุณยุนโฮ...” เสียงหวานร้องเรียกชื่อของใครบางคนขึ้นมา

“คุณยุนโฮช่วยแจจุงด้วย ช่วยด้วย...” น้ำใสๆไหลลงมาอาบแก้ม เมื่อคิดว่าตัวเองคงต้องติดอยู่ในเปลวเพลิงนี้เสียแล้ว


“แจจุง!!!!” เสียงของใครบางคนเรียกให้สติของร่างบางกลับคืนมาพร้อมกับร่างของคนที่คิดถึงรีบวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

“คุณยุนโฮ..” แจจุงร้องขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่กอดร่างสูงเอาไว้แน่น
“ผมมาช่วยแล้ว...ไม่เป็นไรแล้วนะ” ยุนโฮถอดเอาเสื้อเจ็กเก็ตของตัวเองคลุมไหล่ให้ร่างบาง ก่อนจะรีบอุ้มแจจุงขึ้นมา
“โอ๊ย...” แจจุงร้องขึ้นเมื่อรู้สึกเจ็บขาอีกครั้ง
“ขึ้น หลังกิมจูลเร็ว!” ยุนโฮอุ้มร่างบางขึ้นมาบนหลังเจ้าม้าที่ยังยืนอยู่ข้างๆ แล้วร่างสูงก็รีบขึ้นม้าตามมาอีกคน ก่อนจะรีบควบม้าออกไปจากคอก เมื่อไฟลูกใหญ่กำลังลามมาอย่างรวดเร็ว

“โครม!!!” เสียงโรงเก็บม้าพังลงมาในทันที

คนงานทุกคนยืนอึ้งกันอย่างตกใจ แต่แล้วพวกเขาก็ต้องโล่งใจเมื่อเห็นพ่อเลี้ยงกำลังควบม้าอ้อมออกมาทางด้านหลังอย่างปลอดภัย

“แจ จุง...ไม่เป็นไรแล้วนะ แจจุง...” ยุนโฮอุ้มแจจุงลงมาจากหลังม้าเมื่อช่วยออกมาได้ ร่างบางสลบไปในอ้อมแขนแกร่ง ใบหน้าสวยของแจจุงมีร่องรอยของเขม่าควันไฟ แต่ข้อเท้าของร่างบางกลับและมีแผลไหม้และบวมขึ้นมา
“ตามหมอชางมินมาเร็ว!!” ยุนโฮสั่งให้เยซองไปตามหมอชางมินมาที่บ้าน ร่างสูงรีบอุ้มแจจุงกลับมายังบ้านพักทันที

ขา ยาวก้าวเดินกลับไปยังบ้านพักอย่างรีบเร่ง สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยที่สลบอยู่ในอ้อมแขน ในใจก็นึกโทษตัวเองที่ทิ้งให้ร่างบางอยู่ที่นี่คนเดียวจนเกิดเรื่อง ทั้งห่วงทั้งกังวลเหลือเกิน

.
.
.

ร่างสูงเดินไปเดินมา เมื่อกำลังรอให้ชางมินตรวจและทำแผลให้แจจุงที่นอนสลบอยู่บนเตียง หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นเมื่อกลับบ้านแล้วรู้ว่าร่างบางติดอยู่ในคอกม้าที่ มีไฟไหม้อย่างหนัก ดีนะที่กลับมาทัน ถ้าเขากลับมาช้ากว่านี้คงไม่ให้อภัยตัวเองแน่ๆ

“แจจุงเป็นยังไงบ้าง!!” ยุนโฮถามชางมินเมื่อร่างโปร่งทำแผลและตรวจเสร็จเรียบร้อย
“แค่ สำลักควันแล้วก็สลบไป ส่วนแผลที่ข้อเท้าน่ะไม่เป็นอะไรมาก ฉันทำแผลใส่ยาเรียบร้อยแล้ว ให้นอนพักแล้วก็อย่าเพิ่งเดินมาก เดี๋ยวก็หาย...” ชางมินเอ่ยบอกเสียงเรียบ
“ไม่เป็นไรแล้วแน่นะ!” ยุนโฮถามขึ้นมาอย่างร้อนใจ
“เออ... แกไม่เชื่อหมออย่างฉันงั้นเหรอ บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิว่ะ ใจเย็นๆยุนโฮ...แจจุงไม่เป็นไรแล้ว” ชางมินตบบ่าร่างสูงไปเบาๆ
“ขอบใจ...” ยุนโฮพูดขึ้นมาเบาๆ
“งั้น ฉันออกไปรอข้างนอกนะ อ้อ...ยูชอนรออยู่ข้างล่าง เห็นว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับแกด้วย” ชางมินหันมาบอกก่อนจะปล่อยให้ยุนโฮได้อยู่กับแจจุงตามลำพังในห้องนอน


“ผม ขอโทษนะ...ขอโทษที่มาช้า...ขอโทษที่ปล่อยให้แจจุงอยู่คนเดียว ขอโทษที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา..” ยุนโฮนั่งลงบนเตียงใหญ่ มือหนาลูบลงบนผมสีทองของร่างบางที่ยังหลับไหลอยู่บนเตียง ข้อนิ้วยาวไล้แก้มเนียนที่ยังมีคราบเขม่าควันไฟติดอยู่ ในใจรู้สึกผิดต่อร่างบางที่กลับมาช้าไปจนเกิดเรื่องขึ้น
“ถึงเวลาที่ผมจะต้องทำให้ทุกอย่างมันจบลงเสียที” ยุนโฮก้มลงมาบอกร่างบางที่ยังหลับไหลอยู่บนเตียง
“เดี๋ยวผมมานะ ขอไปจัดการเรื่องบางเรื่องให้เรียบร้อย แล้วจะรีบกลับมา” ยุนโฮจูบลงบนเปลือกตาสีมุกเบาๆก่อนจะรีบออกไป

“ผมฝากแจจุงด้วยนะครับ เดี๋ยวผมมา” ยุนโฮเอ่ยบบอกป้ามินอาที่ยืนอยุ่หน้าห้องนอน
“พ่อเลี้ยงจะไปไหนค่ะ” มินอาถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“ไปจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อยครับ ฝากแจจุงด้วยนะ” ยุนโฮสั่งความก่อนจะรีบออกไปกับยูชอนและชางมิน


....



“สาร วัตรคังออกหมายจับแล้ว ส่วนหลักฐานที่แกเอาไปให้สารวัตรก็เรียบร้อย ท่าทางเจ้าหมอนั่นคงดิ้นไม่หลุด” ยูชอนหันมาบอกเมื่อพวกเขาทั้งสามกำลังเดินทางไปสมทบกับสารวัตรคังที่สถานี ตำรวจ




“พวกแกทำงานกันยังไงห๊า!!!... ฉันให้พวกแกเผาไร่ของมันไม่ใช่เผาคอกม้า ทำงานกันไม่ได้เรื่อง เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!!” อีซังอยู่ตวาดใส่ลูกน้อยร่างใหญ่อย่างหัวเสีย
“คือเรา...พลาดไปน่ะครับ แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับไร่ของมันเหมือนกันครับเจ้านาย”
“ออกไป!! ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวของแก!!” อีซังยูนตวาดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับไล่ลูกน้องออกไปจากห้องทำงาน
“ไอ้ยุนโฮ...ถือว่าแกยังโชดคดีอยู่ ฮึม....”

“ปัง!!....” เสียงประตูห้องทำงานของอีซังยูนเปิดออกอย่างแรงจนเจ้าของห้องตกใจ
“พวกแกเข้ามาได้ยังไง!!” อีซังยูนร้องถามร่างสูงที่เดินดุ่มๆเข้าไปหาเขาพร้อมกับสารวัตรคังและตำรวจอีกหลายนาย
“อีซังยูน...คุณถูกจับข้อหาเป็นว่าผู้จ้างในการวางเพลิงและฉ้อโกง” สารวัตรคังประกาศบอกร่างโปร่งที่ยืนอึ้งอย่างไม่เข้าใจ
“อะไรกัน!! พวกแกบุกรุกบ้านฉันยามวิกาล ฉันจะแจ้งจับ!!”
“เรามีหมายจับคุณ โปรดให้ความร่วมโดยดี” สารวัตรคังเอ่ยบอกพร้อมกับลูกน้องที่เข้าไปจับกุมตัวอีซังยูนทันที

“ปล่อย ...ปล่อยฮันน่ะ!! พวกแกไม่มีสิทธิมาจับฉัน!! ปล่อย...แกรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร ปล่อยนะโว้ย!!” อีซังยูนพยายามดิ้นรนแต่สุดท้ายก็ถูกจับกุมอยู่ดี

“แก!!...” อีซังยูนมองหน้ายุนโฮอย่างเคียดแค้น
“ทำอะไรเอาไว้ก็ไปรับกรรมในคุกเถอะ” ยุนโฮจ้องหน้าก่อนจะบอกออกไป
“แก... แกรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร!! พวกแกต้องโดนดีแน่ ปล่อยยยย!!!” อีซังยูนยังไม่เลิกโวยวาย ร่างของเขาถูกตำรวจลากขึ้นรถไปยังสถานีตำรวจทันที

“หมดเรื่องสักทีนะครับ” ซีวอนพูดขึ้นอย่างโล่งใจ
“คงอย่างนั้น” ยุนโฮหันมายิ้มบางกับเรื่องที่จัดการได้เรียบร้อยเสียที

เพราะ หลักฐานการฉ้อโกงเรื่องที่ดินถูกส่งให้ทางตำรวจและเจ้าทุกข์อีกหลายรายที่ ถูกนายหน้าค้าที่ดินคนนี้กลั่นแกล้งเพื่อจะให้พวกเขายอมขายที่ให้ จากความร่วมมือของทุกคนทำให้ยุนโฮเชื่อว่าอีซังยูนไม่มีทางดิ้นหลุดไปจากคดี เหล่านี้ได้แน่ๆ

“ขอบคุณพ่อเลี้ยงที่ช่วยหาหลักฐานมา” ซีอวนหันมาขอบคุณจากใจจริงๆ
“ผมขอบคุณคุณซีวอนด้วยที่ร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นเราคงจับตัวคนร้ายไม่ได้” ยุนโฮเอ่ยบอกอีกครั้ง
“ขอบใจแกสองคนมากนะ” ยุนโฮหันมาบอกชางมินและยูชอนที่มีส่วนช่วยในการจับกุมคนร้ายในครั้งนี้
“ไม่เป็นไร แกกลับไปดูแจจุงเถอะ” ยูชอนกับชางมินยิ้มบางๆ ยุนโฮพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะขอตัวกลับไปดูแลร่างบาง




....


ขา ยาวก้าวเดินไปยังเตียงนอนที่มีร่างบางหลับไหลอยู่ ยุนโฮค่อยๆนั่งลงบนเตียงอย่างเบาที่สุดเพราะกลัวแจจุงจะตื่น มือหนาลูบผมสีทองไปเบาๆพร้อมกับเสียงทุ่มที่เอ่ยขึ้นมา

“ผมขอโทษที่ทำให้แจจุงเจ็บตัว” ยุนโฮพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด ร่างสูงก้มลงมาจูบลงที่หน้าผากมนไปเบาๆ
“คุณยุนโฮ...” เสียงหวานที่แหบพร่าดังขึ้นมาเบาๆ
“ผมทำให้แจจุงตื่นเหรอ” ยุนโฮถามขึ้นอย่างเกรงใจ
“เปล่า....แจจุงตื่นนานแล้ว ไปไหนมาฮะ” มือเรียวยกขึ้นมาลงบนทาบแก้มกร้านไปเบาๆ
“ไปจัดการเรื่องไร่ของเราให้เรียบร้อยน่ะครับ” ยุนโฮส่งยิ้มบางๆมาให้

“ผมขอโทษนะ” คำขอโทษออกมาจากปากหยักอีกครั้ง
“คุณ ยุนโฮไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” ปากอิ่มคลี่ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย มือเรียวลูบลงที่แก้มกร้านเบาๆ ร่างบางยังนอนมองหน้าร่างสูงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
“แต่ผมมาช้า...ผมกลับมาช้า...ถ้าผมมาเร็วกว่านี้แจจุงคงไม่ต้องเจ็บตัว” ยุนโฮพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด
“แต่ตอนนี้แจจุงไม่เป็นไรแล้วนะ” เสียงหวานเอ่ยบอกออกมา

“เจ้าสองตัวนั้นปลอดภัยใช่มั้ยฮะ” แจจุงถามถึงม้าสองตัวที่เขาช่วยเอาไว้
“อื้ม... ปลอยภัยแล้ว แต่คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ ถ้าแจจุงเป็นอะไรไปผมจะทำยังไง...” ยุนโฮก้มลงมาบอก สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างไม่วางตา
“อื้ม...” แจจุงพยักหน้ารับไปเบาๆ

“แจ จุงรู้มั้ยว่าผมกลัว...กลัวมากๆเลยนะ กลัวว่าแจจุงจะเป็นอะไรไป กลัวว่าจะช่วยแจจุงไม่ทัน กลัวไปหมด ผมไม่เคยกลัวอะไรเท่านี้มาก่อน ทั้งห่วง ทั้งกลัว ทั้งกังวล” ยุนโฮพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ความรุ้สึกในตอนนั้นมันแย่มากจริงๆ
“แต่ตอนนี้แจจุงไม่เป็นไรแล้วนะฮะ คุณยุนโฮอย่าโทษตัวเองสิ” แจจุงส่งยิ้มมาให้อีกครั้ง
“นอนพักเถอะ...” ยุนโฮตัดบทเพื่อให้คนป่วยได้พักผ่อน
“คุณยุนโฮจะไปไหน” เสียงหวานถามขึ้นเมื่อจู่ๆร่างสูงก็ลุกขึ้นจากเตียง
“ผมจะไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะมานอนเป็นเพื่อน” ยุนโฮหันมายิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป



ยุ นโฮใช้เวลาไม่นานก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ขายาวก้าวขึ้นเตียงมาพร้อมกับล้มตัวลงนอนข้างๆร่างบาง มือเรียวกอดเอวหนาของยุนโฮเอาไว้ทันทีที่ร่างสูงนอนอยู่ข้างๆกัน

“แจจุงกลัว...กลัวมากเลยนะ” เสียงหวานเอ่ยบอกออกมาเบาๆ ร่างบางเบียดตัวเข้าหาร่างสูงมากขึ้น
“คุณยุนโฮรู้มั้ยว่าแจจุงคิดว่าคงไม่ได้เจอกับคุณยุนโฮอีกแล้ว คิดว่าตัวเองคงติดอยู่ในนั่นแน่ๆ” มือเรียวกะชับกอดเอวหนาแน่นขึ้น
“ขอโทษที่กลับมาช้า ผมมัวแต่ไปจัดการเรื่องหลักฐานที่จะแจ้งจับอีซังยูน เลยกลับมาช้าไป...”
“เขาจะกลับมาหาเรื่องเราอีกมั้ย” แจจุงเงยหน้าขึ้นมาถามอย่างหวั่นๆ

“หลัก ฐานมัดตัวเขาแน่นขนาดนั้น เขาไม่มีทางออกมาสร้างปัญหาให้ใครได้อีกแล้ว หมดเรื่องแล้วล่ะ หลังจากนี้เราคงอยู่กันอย่างสงบสักที” ยุนโฮก้มลงมาบอก มือหนาโอบไหล่เนียนเอาไว้ก่อนที่ปากหยักจะส่งยิ้มมาให้ร่างบาง ยุนโฮโอบกอดแจจุงเอาไว้อีกครั้งก่อนจะค่อยๆหลับตาลง


เรื่องที่ เกิดขึ้นในวันนี้มันทำให้ผมรู้ใจตัวเองมากขึ้น ความรู้สึกกลัวที่จะสูญเสียเขาไปมันทำให้ผมรู้ว่า... แจจุงสำคัญกับชีวิตของผมมากมายขนาดไหน ทั้งห่วงกังวลและกลัวเป็นที่สุด กลัวว่าร่างบางจะเป็นอะไรไป ต่อจากนี้ผมจะปกป้องดูแลแจจุงให้ดีที่สุด ผมสัญญา....


....

 

~*~ My Beloved ~*~



....เช้าวันใหม่และสิ่งที่ใหม่ๆที่กำลังจะเกิดขึ้น....


“คุณ ยุนโฮ แจจุงบอกว่าไม่ต้องอุ้มไง แจจุงเดินเองได้ฮะ” เสียงหวานดังขึ้นมาจากในห้องนอน มือเรียวเอาแต่ปัดป้องไม่ให้ร่างสูงอุ้มตนขึ้นมาจากเตียงนอน เมื่อแจจุงตื่นขึ้นและกำลังจะลุกไปอาบน้ำ
“แต่ชางมินบอกว่าอย่าเดินมากจะได้หายเร็วๆ แจจุงให้ผมอุ้มไปน่ะดีแล้ว” ยุนโฮยังยืนกรานที่จะอุ้มร่างบางให้ได้
“อื้อ.. ไม่เอาแจจุงเดินเองได้แล้ว ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” แจจุงส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง จะให้คุณยุนโฮอุ้มได้ยังไงล่ะ เขินแย่เลย>//<

“อ๊ะ!! คุณยุนโฮ!!...” แจจุงร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆร่างสูงก็อุ้มเขาลอยขึ้นมาจากเตียง ขายาวก้าวเดินพาไปยังห้องน้ำทันที
“มา...ผมอาบน้ำให้ด้วยดีกว่า แจจุงขาเจ็บคงอาบน้ำลำบากแย่เลยนะ” ยุนโฮพูดขึ้นก่อนจะช่วยปลดชุดนอนให้ร่างบาง
“อื้อ..ไม่เอาฮะ แจจุงทำเองได้ คุณยุนโฮออกไปได้แล้ว” แจจุงยื้อมือหนาเอาไว้ก่อนจะเอ่ยบอกอย่างเขินๆ
“แต่ผมอยากช่วยนี่นา” เขาอยากจะดูแลร่างบางจริงๆนะ
“ไม่ต้องฮะ แจจุงอาบเองได้ คุณยุนโฮออกไปได้แล้ว” แจจุงพูดขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะดันอกแกร่งไปเบาๆ
“งั้น ถ้าแจจุงอาบน้ำเสร็จแล้วเรียกผมนะ อย่าเดินออกมาเอง เดี๋ยวล้มไปล่ะแย่เลย” ยุนโฮหันมาบอกก่อนจะเดินออกไปเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้ให้ร่างบาง

ปาก อิ่มอมยิ้มขึ้นมาน้อยๆ เมื่อรับรู้ได้ว่ายุนโฮตั้งใจดูแลเขามากขนาดนี้ แต่บางทีมันก็อาจจะมากไปเสียหน่อย เขาไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว แค่ยังเจ็บข้อเท้าอยู่บ้างแต่ก็พอที่จะทำอะไรเองได้ คุณยุนโฮทำเหมือนเขาเป็นเด็กๆที่ต้องดูแลเสียมากมาย ไม่ใช่ไม่ชอบแต่มันอายนะ ที่คุณยุนโฮมาอุ้มเขาทุกครั้งที่เขาจะลุกเดินไปไหน ใครเห็นเข้า....อายเขาตายเลย>//<



“คุณยุนโฮวางแจจุงลงเถอะฮะ แจจุงเดินเองได้นะ”
“แจ จุงอย่าดื้อสิครับ ให้ผมอุ้มแบบนี้ล่ะดีแล้ว แล้วก็อยู่เฉยๆด้วย” เสียงทุ้มดุคนตัวเองเล็กในอ้อมแขน เมื่อร่างบางเอาแต่ดิ้นยุกยิกจะลงมาเดินเองเสียให้ได้ แต่ร่างสูงกลับไม่สนใจอุ้มพาแจจุงลงมาจากชั้นสองของบ้านทันที

“โห้....ถึงขนาดต้องอุ้มกันเลยเหรอว่ะ” เสียงของแขกคนสนิทเอ่ยทักเจ้าของบ้านทั้งสอง
“แจ จุงบอกแล้วไง วางลงเถอะฮะ อายคุณยูชอนจะแย่อยู่แล้วนะ” ร่างบางซบใบหน้าหวานของตัวเองลงกับอกแกร่งเพื่อหลบสายตาของยูชอนที่กำลัง จ้องมองเขาสองคนอย่างไม่วางตา แถมยังมาอมยิ้มอย่างนั้นอีกนะคุณยูชอน
“ยัง ไม่ถึงโซฟาเลยจะวางได้ยังไงล่ะ ผมไม่อายหรอกนะ ก็ผมอยากดูแลภรรยาคนสวยใครจะทำไม” ยุนโฮพูดขึ้นมาก่อนที่จะเดินพาร่างบางไปยังโซฟารับแขกกลางบ้าน

“สวัสดีฮะ” แจจุงเอ่ยทักยูชอนอย่างเขินๆ
“สวัสดีครับแจจุง ยังเจ็บข้อเท้าอยู่เหรอ หรือว่าไอ้พ่อเลี้ยงมันห่วงเกินเหตุ” ยูชอนไม่วายจะแซวร่างสูงที่นั่งลงข้างๆภรรยาทันที
“แจจุงเดินเองไหวแต่คุณยุนโฮสิฮะ อุ้มไปไหนต่อไปอยู่ได้ ทำยังกับแจจุงเป็นเด็กๆแหน่ะ” ร่างบางหันมาค้อนยุนโฮไปเล็กน้อย
“ก็ฉันอยากดูแลแจจุงน่ะมีอะไรมั้ย ถ้าจุนซูขาเจ็บแกก็ต้องดูแลอย่างนี้เหมือนกันละน่า” ยุนโฮแก้ตัวขึ้น
“แกมันเว่อร์!! ฮ่าฮ่า...” ยูชอนหัวเราะชอบใจ

“มาหาฉันแต่เช้า มีอะไรรึเปล่า” ยุนโฮถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“จะ มาบอกข่าวเรื่องอีซังยูน ตอนนี้เจ้าหมอนั่นถูกส่งตัวไปยังศาลกลางในโซลแล้ว ทั้งหลักฐานทั้งพยานและเจ้าทุกข์มัดตัวหมอนั่นจนดิ้นไม่หลุดแน่ แกสบายใจได้ อ้อ...ตอนนี้ทางไร่ของคุณซีวอนกำลังเร่งฟื้นฟูสภาพไร่กันอยู่” ยูชอนยิ้มขึ้นอย่างสบายใจ
“อ่า...ดีจังเลยนะฮะ คราวนี้เราคงอยู่กับอย่างสบายใจเสียที” แจจุงพูดขึ้นมาอย่างโล่งใจ
“ใช่ครับ” ยูชอนยิ้มบางๆมาให้

“คุณยูชอนอยู่ทานเช้ากันก่อนสิฮะ” แจจุงเอ่ยปากชวน
“ไม่ รบกวนละครับ เมื่อเช้าไปสถานีตำรวจก็เลยแวะมาส่งข่าว เดี๋ยวต้องรีบกลับไปรับจุนซูไปส่งโรงเรียนอีกเดี๋ยวไม่ทัน” ยูชอนพยักหน้าขอบคุณสำหรับน้ำใจเล็กน้อยๆของแจจุง
“ขอบใจมากนะยูชอน” ยุนโฮขอบคุณเพื่อนที่ช่วยเป็นธุระหลายเรื่องให้อีกครั้ง
“ไม่เป็นไร อ้อ... อีกสองอาทิตย์จะมีการเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้ากัน เชิญคุณแจจุงด้วยนะครับ” ยูชอนบอกเรื่องที่จุนซูฝากเขามาบอกร่างบาง
“ได้ฮะ เดี๋ยวแจจุงจะทำขนมและเอาองุ่นที่ไร่ไปเลี้ยงเด็กๆ”
“งั้นผมกลับก่อนล่ะกัน ถ้าช้าเดี๋ยวจุนซูรอแย่เลย” ยูชอนขอตัวกลับไปทันที


“อ่า...รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเลย” จู่ๆเสียงทุ้มก็เอ่ยออกมา
“หมดเรื่องสักทีนะฮะ” ร่างบางหันมายิ้มให้คนตัวโตที่มีสีหน้าสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่ ครับ...คราวนี้ก็เหลือแต่จัดการเรื่องที่ไร่ให้เรียบร้อยเท่านั้น อ้อ...ต้องทำคอกม้าใหม่ด้วยนี่น่า” ยุนโฮขมวดเข้าหากันอย่างใช่ความคิด
“หุหุ...” ร่างบางหัวเราะขึ้นมาเบาๆกับสีหน้าของร่างสูง
“หัวเราะอะไรครับ” ยุนโฮหันมาถามอย่างสงสัย คิ้วหน้าขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นเดียวอยู่แล้ว
“ก็ คุณยุนโฮทำหน้าเข้าสิ ไหนบอกว่าหมดเรื่องแล้ว สบายใจแล้วไง แต่ดูสิ...คิ้วแทบจะชนกันอีกแล้ว” นิ้วเรียวกดลงตรงหว่างคิ้วของร่างสูงไปเบาๆ
“อ่า...ลืมตัวไปล่ะมั้ง” ยุนโฮยิ้มกว้างขึ้นมาอย่างอายๆ
“แจ จุงอยากให้คุณยุนโฮยิ้มเยอะๆ อย่าเครียดนะฮะ ค่อยๆแก้ปัญหาไป ค่อยๆทำไปเดี๋ยวเรื่องทุกอย่างก็เรียบร้อยเอง” ร่างบางหันมาบอก ตาสีนิลจ้องมองร่างสูงอย่างให้กำลังใจ มือเรียวจับลงบนมือของยุนโฮเอาไว้แล้วบีบไปเบาๆ
“ขอบคุณครับ ฟอด!!” ยุนโฮขโมยหอมแก้มเนียนไปฟอดใหญ่ก่อนจะอุ้มร่างบางไปที่โต๊ะอาหาร

ใบ หน้าสวยหน้าแดงขึ้นพราะความเขิน ร่างบางไม่บ่นไม่ว่ายุนโฮอีกที่เอาแต่อุ้มเขาเดินไปไหนมาไหน มือเรียวกอดคอร่างสูงเอาไว้ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งไปอย่างอ้อนๆ

‘ถ้าคุณยุนโฮอยากอุ้มนัก ก็ปล่อยให้อุ้มเขาเสียให้เข็ด จะมาบนเมื่อยไม่ได้นะ อิอิ’



....


ณ บ้านเด็กกำพร้า...

“ที่นี่เด็กๆเยอะเชียวนะครับ” แจจุงหันมาถามจุนซูเมื่อพวกเขามาเลี้ยงอาหารกลางวันกันในวันนี้
“ที่นี่เป็นบ้านเด้กกำพร้าที่ใหญ่ที่สุดของกวางจูละครับ” จุนซุหันมาบอก
“เอาไว้คราวหน้าแจจุงทำขนมมาให้พวกเด็กๆอีกดีกว่า” แจจุงหันมายิ้มให้พร้อมกับช่วยกันตักอาหารให้เด็กต่อไป

“คุณแจจุงไม่คิดจะมีลูกเหรอครับ” จุนซูหันมาถาม
“เอ๋...” แจจุงหันมามองร่างเล็กอย่างแปลกใจ
“ผมเห็นว่าคุณแจจุงกับพ่อเลี้ยงแต่งงานมาได้เกือบครึ่งปีแล้วนี่นา น่าจะมีลูกเอาไว้ช่วยงานได้แล้วนะ”
“เอ่อ...” แจจุงไม่รู้จะตอบว่าอะไร เขาได้แต่ยิ้มให้จุนซู

“แล้วคุณจุนซูล่ะฮะ ไม่อยากมีลูกบ้างเหรอ เห็นอยู่กับคุณยูชอนมานานแล้วนะ” แจจุงถามขึ้นมาบ้าง
“อยากมีครับ แต่เราสองคนอยากอยู่ด้วยกันก่อนนะ อยากใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน แล้วอีกสัก 2-3 ปีค่อยมีลูก” จุนซูอมยิ้มน้อยๆขึ้นมา
“แต่ ถ้าเราสองคนมีลูก...ครอบครัวเราสองคนก็คงจะสนิทกันเหมือนยูชอนกับพ่อเลี้ยง นะครับ” จุนซูหันมาบอกพร้อมกับจ้องมองยุนโฮและยูชอนที่ช่วยเสิร์ฟน้ำให้กับเด็กอย่าง แข็งขัน
“นั่นสิฮะ” แจจุงยิ้มบางๆขึ้นพร้อมกับจ้องมองยุนโฮที่ดูท่าทางใจดีกับเด็กๆมากเหลือเกิน


“อ่า.. เสร็จแล้วครับ เครื่องบินลำใหม่” ยุนโฮส่งเครื่องบินกระดาษลำเล็กมาให้เด็กน้อย เมื่อทั้งสองนั่งเล่นอยู่ที่ลานหน้าบ้านเด็กกำพร้าด้วยกัน แต่ทั้งสองจะรู้มั้ยนะว่ามีใครบางคนยืนมองร่างสูงอย่างปลื้มใจอยู่ไม่ไกล
“ขอบ คุณมากครับ งั้นผมไปเล่นกับเพื่อนๆก่อนนะ” เด็กน้อยยิ้มกว้างขึ้นอย่างดีใจก่อนจะรับเครื่องบินกระดาษมาจากร่างสูงแล้ว วิ่งไปหาเพื่อนที่เล่นกันอยู่ด้านหน้า

“มาอยู่ตรงนี้เอง....” เสียงหวานดังขึ้นมาจากด้านหลัง ปากหยักยิ้มกว้างขึ้นเมื่อหันมามองร่างบางที่เดินมานั่งลงข้างๆ
“แจจุงแจกขนมให้เด็กๆเสร็จแล้วหรือครับ” ยุนโฮถามขึ้นพร้อมกับโอบไหล่เล็กเอาไว้
“เสร็จแล้วฮะ คุณยุนโฮไม่ไปคุยกับพวกคุณยูชอนเหรอ เห็นนั่งคุยกันอยู่ด้านในบ้านน่ะ” แจจุงถามขึ้น
“ไม่ล่ะครับ ผมอยากมานั่งเล่นตรงนี้มากกว่า” ยุนโฮส่งยิ้มมาให้ร่างบางเล็กน้อย

“คุณยุนโฮชอบเด็กมั้ยฮะ” จู่ๆเสียงหวานก็ถามขึ้น แจจุงมองพวกเด็กที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
“ชอบครับ” ยุนโฮแปลกใจไม่น้อยกับคำถามของร่างบาง
“แล้วคุณยนโฮอยากมีลูกมั้ยฮะ” แจจุงถามขึ้นมาเบาๆ แก้มเนียนแดงขึ้นมาเล็กน้อย
“อยากมีสิครับ”
“แล้วอยากมีลูกผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ” แจจุงเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาคมก่อนจะถามออกมา
“ผู้หญิง หรือผู้ชายก็ได้...แต่ถ้าคนแรกเป็นผู้ชายก็คงดี เขาจะได้ช่วยดูแลน้องๆ” ยุนโฮยิ้มกว้างขึ้นเมื่อจ้องมองสบตากับร่างบางไปเช่นกัน

“แล้วแจจุงล่ะ อยากมีลูกรึเปล่า” เสียงทุ้มถามขึ้นมาบ้าง
“อืม...” ร่างบางได้แต่พยักหน้าและตอบเบาๆ
“อยากมีลูกสาวหรือลูกชาย”
“ลูกสาวก็ได้ลูกชายก็ได้ ขอให้เขาเป็นลูกของเราก็พอ” แจจุงส่งยิ้มหวานมาให้

“แล้วเมื่อไหร่เราจะมีลูกกันล่ะครับ”ยุนโฮก้มลงมาถามด้วยสายตาที่อ่อนโยน สายตาคมสื่อความหมายกับสิ่งที่พูดออกไป
“....” แจจุงไม่ตอบได้แต่ก้มหน้าลงอย่างเขินๆ มือเรียวยกขึ้นมากอดเอวหนาเอาไว้พร้อมกับเอนตัวมาซบลงกับร่างของยุนโฮไปอย่างอ้อนๆ
“หึ หึ...” ยุนโฮยิ้มกว้างขึ้นกับท่าทางเขินอายที่น่ารักของร่างบาง มือหนาโอบกระชับไหล่เนียนอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะนั่งมองเด็กๆวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานต่อไป ใบหน้าของทั้งคู่ประดับไปด้วยรอยยิ้มที่เกิดจากความสดใสของเด็กตัวน้อยและ ความรู้สึกบางอย่างที่มันยังซ่อนอยู่ในใจของเขาทั้งสอง



.......




“ป้า มินอาค่ะ พ่อเลี้ยงกับนายหญิงแต่งงานมาตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่มีคุณหนูตัวน้อยอีกล่ะคะ จีมินอยากเลี้ยงคุณหนูแล้วนะคะ” จีมินเปรยๆกับป้ามินอาเมื่อกำลังเตรียมของไว้ทำอาหาร
“เรื่องของจ้านายเราไม่เกี่ยว” ป้ามินอาดุจีมินไปเล็กน้อย

เธอ ก็อดคิดไม่ได้เช่นกันว่าอยากจะให้พ่อเลี้ยงและคุณแจจุงมีคุณหนูตัวน้อยเร็วๆ สักที เธอเห็นว่าคุณยุนโฮอายุอนามก็ไม่น้อยแล้วถึงเวลาที่จะมีทายาทเสียที แต่จะไปเร่งถามก็คงไม่ใช่เรื่อง
“ก็หนูอยากเลี้ยงคุณหนูนี่ค่ะ จีมินว่านะ...คุณหนูของเราคงน่ารักมากเลยนะคะ” จีมินยิ้มกว้างเมื่อเธอกำลังจินตนาการถึงคุณหนูตัวน้อยที่เกิดจากพ่อเลี้ยง และนายหญิง พ่อก็หล่อ แม่ก็สวย โอ๊ย...ลูกน้อยคงน่ารักแน่ๆ^^
“เราคงได้แต่รอล่ะจ๊ะ” ป้ามินอายิ้มบางๆขึ้นมา

.
.
.



“มานั่งตากน้ำค้างทำไมครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นมาจากด้านหลัง ขายาวก้าวเดินมาหาร่างบางที่นั่งอยู่ตรงระเบียงบ้าน
“แจ จุงไม่ได้มานั่งตากน้ำค้างสักหน่อย แจจุงมานั่งดูพระจันทร์ต่างหากละฮะ คืนนี้พระจันทร์สวยมากเลย คุณยุนโฮดูสิ...” ร่างบางชี้ให้ดูพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่สวยงาม แสงจันทร์สีนวลตาขับให้ใบหน้าสวยที่กำลังมอบรอยยิ้มหวานให้กับเขา ยิ่งทำให้ร่างบางสวยงามและน่าหลงไหลยิ่งขึ้นไปอีก

“พระจันทร์วันนี้สวยนะ แต่สวยสู้แจจุงไม่ได้หรอก” ยุนโฮนั่งลงข้างๆพร้อมกับโอบเอวบางเอาไว้ทันที
“แจจุงเพิ่งรู้ว่าพ่อเลี้ยงชองปากหวาน” แจจุงพูดขึ้นมาอย่างเขินๆ ตาสีนิลจ้องมองใบหน้าคมที่ดูดีเมื่อต้องแสงจันทร์เช่นกัน
“อยากชิมมั้ยล่ะครับ” ยนโฮยื่นหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะกดจมูกโด่งของตัวเองลงบนแก้มเนียนพร้อมกับสูดความหอมของแก้มนุ่มเข้าไปเต็มปอด
“ไม่ล่ะ แจจุงอิ่มแล้ว หุหุ” ร่างบางยิ้มกว้างขึ้นมา

“อ๊ะ...” เสียงหวานร้องขึ้นมาเบาๆ เมื่อตัวเองถูยกขึ้นมานั่งบนตักของร่างสูง มือหนากอดเอวบางเอวหลวมๆ ใบหน้าคมวางเกยไหล่เนียนเอาไว้อย่างอ้อนๆพร้อมกับจ้องมองดวงจันทร์ที่อยู่บน ท้องฟ้าไปอย่างสุขใจ

“ผมรู้สึกดีจัง” เสียงทุ้มกระซิบลงข้างหู

ความ รู้สึกของเขาในตอนนี้มันรู้สึดีจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ความสุขที่ว่ามันกำลังเอ่อล้นขึ้นมาจากในอก มันจุกขึ้นมาจนถึงลำคอ แค่ได้นั่งด้วยกัน แค่ได้กอดร่างบางเอาไว้ แค่ได้เคียงข้างอยู่ด้วยกันทุกวัน แค่นี้เขาก็มีความสุขมากแล้ว

“คุณยุนโฮฮะ...”
“ครับ...”
“แจจุงมีเรื่องจะบอก...” ร่างบางหันมาหาร่างสูงพร้อมกับตาสีนิลที่จ้องมองใบหน้าคมอย่างจริงจัง
“เรื่องอะไร?” ยุนโฮถามขึ้นอย่างหวั่นๆ เขารู้สีกกลัวขึ้นมาชอบกล

“เรื่องที่คุณยุนโฮเคยบอก... คุณยุนโฮจำได้มั้ยฮะ....” แจจุงถามขึ้นมาเบาๆ ตาสีนิลจ้องมองสบสายตาคมเอาไว้
“คำตอบ...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
“อืม...วันนี้แจจุงมีคำตอบให้คุณยุนโฮแล้วนะ” สิ้นเสียงหวานหัวใจของยุนโฮแทบจะหยุดเต้นไปในทันที

กลัว... กลัวคำตอบที่ออกมามันจะทำเขาผิดหวัง ทั้งที่ตอนแรกอยากรู้ใจจะขาด แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆก็กลัวที่จะรับรู้ความจริงที่กำลังจะออกมาจากปากอิ่ม ของคนที่โอบกอดเอาไว้

“คุณยุนโฮเคยบอกไว้ว่า ถ้าแจจุงไม่ได้รัก....คุณยุนโฮจะหย่าให้ใช่มั้ย” ร่างบางถามขึ้นมาอีกครั้ง
“...” ยุนโฮไม่ตอบ เขาเอาแต่จ้องมองใบหน้าสวยที่อยู่ใกล้อย่างหายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลย
“คำตอบของแจจุง... คุณยุนโฮฟังดีๆนะ....” แจจุงสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยบอกคำตอบออกมา

“แจจุงรักที่นี่...รักไร่ชองแห่งนี้....ให้แจจุงอยู่ที่นี่ต่อไปได้มั้ยฮะ”

เสียงหวานเอ่ยขึ้นมาอย่างเต็มเสียง และเสียงของร่างบางก็ทำให้หัวใจของยุนโฮพองโตขึ้นมาทันทีเมื่อได้รับรู้สิ่งที่เอ่ยออกมา

“นี่ ล่ะ...คำตอบของแจจุง” ร่างบางยิ้มกว้างขึ้น มือเรียวยกขึ้นมาประคองใบหน้าคมเอาไว้ ตาสีนิลจ้องมองลึกเข้าไปยังดวงตาคมที่ดูอบอุ่นทุกครั้งที่ได้มอง

“รักไร่ชอง...แล้วไม่รักพ่อเลี้ยงบ้างเลยเหรอ” ยุนโฮถามขึ้นมา

“พ่อลี้ยงยังไม่เคยบอกรักแจจุง แล้วจะให้แจจุงบอกก่อนได้ยังไงล่ะ” ร่างบางพูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองยุนโฮอย่างไม่วางตา

ยุนโฮยิ้มกว้างขึ้น มือหนาโอบเอวบางเอาไว้ก่อนจะเอ่ยบอกคำพูดที่ทำให้หัวใจทั้งสองเต้นเร็วขึ้นมา

“ผมรักแจจุงนะ รักแจจุงที่สุดเลย”

สายตาคมสบตาสีนิลอย่างสื่อความหมายในคำพูดของตัวเอง ปากหยักยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นรอยยิ้มของร่างบางที่ยิ้มกว้างไม่แพ้กัน

“ที่นี้....บอกผมได้รึยัง” ยุนโฮถามขึ้นมาอีกครั้ง

“บอกให้ผมชื่นใจหน่อยได้มั้ย” คำอ้อนวอนที่น่ารักและสายตาคมที่มองร่างบางอย่างออดอ้อน

“....คิมแจจุง รัก ชองยุนโฮ จนหมดหัวใจ....”

คำ บอกรักเบาๆที่เอ่ยออกมาจากปากอิ่มกลับทำให้หัวใจที่เปล่าเปลี่ยวของพ่อ เลี้ยงหนุ่มพองโตขึ้นมา ความปลาบปลื้มและสิ่งที่รอคอยมันปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว คำบอกรักที่ทำให้หัวใจของเขารู้สึกปลื้มปิติอย่างยิ่ง แค่คำรักเบาๆก็สามารถต่อลมหายใจของเขาให้ยาวนานไปได้ตลอดกาล

ยุนโฮ ยิ้มกว้างขึ้นอย่างตื้นตัน ใบหน้าคมค่อยๆโน้นเข้ามาใกล้ร่างบางมากขึ้น พร้อมกับริมฝีปากหยักที่แนบชิดเรียวปากคู่สวยเอาไว้ จุมพิศที่หวานหอมและนุ่นวลถูกส่งออกมาให้ร่างบางได้รับรู้ คำรักที่เอ่ยบอกถูกส่งผ่านรสจูบที่หอมหวานลึกซึ้งตรึงใจ

จูบที่เนิน นานกำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า...มือหนาที่โอบกอดเอวบางเอาไว้กระชับให้ร่างบางแนบชิด กับร่างกายของเขามากขึ้น ผิวเนื้อนุ่มกำลังสัมผัสกันพร้อมกับไอร้อนและความวาบหวามที่กำลังเกิดขึ้น พาให้หัวใจทั้งสองดวงกำลังร้องเรียกอ้อมกอดที่ลึกซ้ำของกันและกัน


ยุ นโฮอุ้มพาร่างบางกลับเข้ามาในห้องโดยที่ร่างสูงยังไม่ละริมฝีปากไปจากเรียว ปากอิ่มที่น่าหลงไหลเลยสักนิด มือเรียวคล้องคอของยุนโฮเอาไว้พร้อมกับร่างบอบบางที่กำลังแนบชิดกับร่าง แกร่งเอาไว้อย่างโหยหา มือหนาวางแจจุงลงบนเตียงนอนเบาๆก่อนจะทาบร่างของเขาลงมาบนเรือนร่างที่สวย งาม สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยดั่งต้องมนต์ มือหนาลูบไล้แก้มเนียนไปเบาๆพร้อมกับปากหยักที่กดจูบลงที่หน้าผากมนไล่ลงมา ยังหว่างคิ้ว เปลือกตาสีมุก จมูกโด่ง แก้มเนียนที่น่าสัมผัสและริมฝีปากอิ่มที่เมื่อได้ลิ้มรสจูบคราใดก็ยิ่งอยาก ที่จะลิ้มลองมากขึ้น....

“แจจุงพร้อมรึเปล่า” ยุนโฮถามขึ้นมาเบาๆสายตาคมสบตาสีนิลไปอย่างสื่อความหมาย
“อื้ม...” แจจุงพยักหน้าเบาๆ ปากอิ่มยิ้มขึ้นอย่างเอียงอายๆก่อนจะกระซิบบอกประโยคที่ทำให้หัวใจของยุนโฮเต้นเร็วขึ้นมา

“กอดแจจุงเอาไว้แน่นๆนะฮะ”

ยุ นโฮยิ้มกว้างขึ้นก่อนที่จะมอบจูบรสหวานให้กับร่างบางอีกครั้ง มือหนาลูบไล้เรือนร่างที่น่าหลงไหลไปอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน สัมผัสที่ร่างสูงส่งมาให้มันมีความหมายแฝงไปด้วยความรู้สึกและความรักที่ส่ง ผ่านออกมาให้ร่างบางได้รับรู้ แจจุงบิดกายเล็กน้อยเมื่อรู้สึกวาบหวามขึ้นมา มือเรียวโอบกอดแผ่นหลังของยุนโฮเอาไว้พร้อมกับลูบไล้กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง ของชายหนุ่มชาวไร่

ใบหน้าสวยเริ่ดขึ้นมาเพื่อให้คนตัวสูงที่ทาบทับ อยู่ด้านบนฝากรอยรักสีกุหลาบเอาไว้ตีตราเป็นเจ้าของร่างสวยของตนอย่างเต็มใจ มือหนาค่อยๆปลดเปลื้องเสื้อนอนตัวบางของแจจุงอย่างใจเย็น ทุกสัมผัสที่ลากผ่านมักจะตามด้วยรอยจูบที่แผ่วเบาเสมอ

ไม่นานร่างบาง ก็เปลือยเปล่าด้วยฝีมือของยุนโฮ สายตาคมจ้องมองร่างบางที่สวยงามอย่างพอใจก่อนจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเขาออก บ้าง ร่างกายที่กำยำตามแบบฉบับหนุ่มชายไร่กำลังแนบชิดบดเบียดลงกับร่างบอบบางข้าง ใต้ มือหนาลูบไล้ผิวเนื้อเนียนที่นุ่มมืออย่างหลงไหล ลมหายใจอุ่นลากผ่านผิวเนียนของแจจุงไปเบาๆ ความซาบซ่านในบทรักกำลังพาให้ความรู้สึกของคนทั้งคู่ล่องลอยขึ้นมาเรื่อยๆ


เสียง หอบหายใจของทั้งสองดังขึ้น เมื่อร่างสูงที่อยู่ด้านบนค่อยๆเคลื่อนไหวจังหวะรักที่ตั้งใจมอบไออุ่นและ ความวาบหวามมาให้ร่างบางได้รับรู้ มือหนาที่โอบกอดประคองของร่างของแจจุงเอาไว้ ผิวเนื้ออุ่นที่แนบชิดกัน...จังหวะรักที่ส่งมาในแต่ละครั้งยังคงเน้นย้ำทุก ความรู้สึกของร่างสูง....

เสียงทุ้มกระซิบบอกคำรักที่ข้างหูมันดัง ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่เน้นย่ำถึงคำรักที่ตรึงใจไปทุกการกระทำ รสจูบหอมหวานส่งมอบให้กันครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายที่แนบชิดและเคลื่อนไหวไปพร้อมกันในจังหวะที่เร็วขึ้น ล้ำลึกขึ้น เสียงหอบหายใจของร่างบางและเสียงเรียกชื่อของยุนโฮที่หวานหูอย่างไม่ขาดช่วง พาให้บทเพลงรักของคนทั้งสองกำลังพุ่งทะยานไปถึงฝั่งฝันในไม่ช้า...


“ชองยุนโฮรักคิมแจจุงที่สุด”

เสียงทุ้มที่เหนื่อยหอบกระซิบบอกร่างบางอีกครั้งเมื่อทั้งสองแตะขอบความสุขไปพร้อมๆกัน

ยุ นโฮส่งยิ้มกว้างที่อบอุ่นมาให้ร่างบาง มือหนายกขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่เกาะพราวอยู่ทั่วใบหน้าสวย แต่ความน่าหลงไหลก็ไม่ลบเลือนไปสักนิด ปากหยักกดจูบเบาๆลงที่หน้าผากมนของแจจุงอีกครั้งก่อนจะล้มตัวลงมานอนข้างๆ

ร่าง ของคนทั้งสองยังนอนอิงแอบแนบชิดกันอยู่บนเตียงนุ่ม รอยยิ้มสวยยังประดับขึ้นบนใบหน้าของแจจุง ตาสีนิลเป็นประกายสดใสเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่สื่อออกมา แจจุงยังนอนมองร่างสูงที่โอบกอดร่างเปลือยเปล่าของเขาเอาไว้

“ยังไม่ง่วงอีกหรอครับ” ยุนโฮถามขึ้นมาเบาๆ ร่างสูงจูบลงที่แก้มเนียนอีกครั้ง
“ยังไม่ง่วง” แจจุงตอบออกมา

เขา อยากนอนมองใบหน้าคมที่ดูดีและลิ้มรสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากร่างกายของยุ นโฮเอาไว้นานๆ อยากให้ยุนโอบกอดเขาเอาไว้ สัมผัสจากมือหนามันทำให้เขารู้สึกดีมากจริงๆ สำหรับการโอบกอดครั้งแรกจากคนรักที่อ่อนโยนมันมีค่าและมีความหมายต่อจิตใจ เหลือเกิน

“ผมรักแจจุงนะ” ยุนโฮเอ่ยบอกขึ้นมาอีกครั้ง
“พูดบ่อยๆแบบนี้ไม่เบื่อเหรอฮะ” แจจุงถามขึ้นมาเบาๆ รู้สึกดีที่ได้ฟังคำบอกรักที่ทำให้หัวใจของเขาพองโตทุกครั้งที่ได้ยิน
“ไม่เบื่อหรอก...ก็ผมรักแจจุงนี่นา...” ยุนโฮยิ้มขึ้น ปากหยักจูบลงบนผมสีทองอีกครั้ง มือหนาโอบเอวบางให้แนบชิดร่างกายของตนเข้าไปอีก
“ขอบ คุณมากนะฮะ...” แจจุงเอ่ยบอกก่อนจะซุกใบหน้าสวยลงกับอกแกร่งที่เปลือยเปล่า มือเรียวกอดเอวหนาเอาไว้ พร้อมกับไออุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของกันและกัน และความอบอุ่นที่มีขึ้นมันจะคงอยู่ตลอดไป....



......





หัวใจของผมมันไม่เป็นของตัวเองตั้งแต่วันนั้น....วันที่เราได้พูดคุยบางอย่างให้กันและกันได้รับรู้

และในตอนนี้....หัวใจของผมมันอยู่ที่เดียวกับหัวใจของเขาเข้าแล้วสินะ...

มือหนาที่คอยโอบกอด ร่างสูงที่คอยปกป้องดูแล และสายตาคมที่อบอุ่นทุกครั้งที่จ้องมองกัน

ความรักและการเติมเต็มความรู้สึกให้แก่กัน ทำให้หัวใจสองดวงรับรู้และเข้าใจคำว่ารักที่ลึกซึ้งกินใจ

ผืนไร่กว้างแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยด้วยความรักของพ่อเลี้ยงหนุ่มและนายหญิงที่มีให้แก่กันเสมอ

รอย ยิ้ม...เสียงหัวเราะดังขึ้นมาทุกครั้งที่เราสองคนได้อยู่เคียงข้างกัน และมันก็จะคงอยู่เคียงคู่กับเราสองคนตลอดไปตราบนานเท่านาน...





END.....



++++++++
Talk: ขอโทษจริงๆที่มาต่อฟิคช้ามากค่ะ ช่วงที่ผ่านมามีภารกิจชิ้นใหญ่ที่ต้องจัดการ เลยทำให้เขียนพาร์ทนี้ออกมาได้ช้ามากๆ เลิฟซีนของตัวเองมันแปลกๆบ้างรึเปล่า แหะๆไม่ได้แต่งนานแล้ว-*- แค่อยากแต่งเลิฟซีนแบบแอบแฝงความรักเอาไว้ด้วย ดีไม่ดียังไงบอกกันได้นะคะ^^

เย้... ในที่สุดก็จบสักทีกับฟิคเรื่องนี้ที่ภูมิใจเสนอมากกกก ชอบอ่ะ แต่งเองชอบเองว่างั้น อิอิ ขอบคุณสำหรับรอยยิ้มที่เกิดขึ้นในฟิค ขอบคุณที่ติดตามและรอคอย อาจจะนานไปเสียหน่อย ทิ้งช่วงไปบ้าง แต่ขอบคุณมากจริงๆค่ะ^____^
++++++++

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

happy ending

^^

nc แบบนี้แหละดีแล้ว

หวานๆเข้ากับเนื้อเรื่องดีค่ะ

ขอบคุณที่แต่ง ฟิค ดีๆ มาให้อ่านนะค่ะ

writer fighting !!

#1 By รักแม่ยาย^3^นายปาร์ค (124.157.176.107) on 2009-10-11 15:26

โอ้ววววววววววววววววว

สุดยอดเลยค่ะ

#2 By キラ on 2009-10-11 20:32

รอมานานเลย แต่คุ้มค่ามาำกๆๆเลย

จบแล้ว น่ารัก อบอุ่นตั้งแต่ต้นจนจบเลยยยยยยย

ชอบมากๆๆๆ

เหมือนเราได้เรียนรู้ รับรู้ถึงความรัก ความอบอุ่นของทั้งคู่

รักที่บางทีก็ต้องอาศัยเวลา ความจริงใจ

มันดีมากจริง

ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆให้อ่านนะค่ะ

ชอบๆๆๆๆ

อยากเห็นคุณหนูไร่ชองจัง ต้องน่ารักเหมือนพ่อกะแม่แน่ๆๆๆ อิอิ

#3 By Gana (202.91.18.194) on 2009-10-11 22:18

ในที่สุดความรักของทั้งสองคนก็ดำเนินมาจนถึงตอนจบแล้ว
เป็นฟิคหวานที่สนุกมากๆอีกเรื่องเลยค่ะ
อ่านแล้วอบอุ่นดีรับรู้ได้ถึงความรักของยุนโฮที่
มีให้กับแจจุงจริงอ่านแล้วรู้สึกดีมากๆเลยค่ะbig smile

#4 By silverfox (124.121.148.134) on 2009-10-11 23:03

ขอบคุณมากครับ กับฟิคที่สวยงามเรื่องนี้
อบอุ่น หวานมากๆๆๆ อ่านแล้วยิ้มตลอดครับ
ไรเตอร์ รักษาสุขภาพด้วยนะครับ open-mounthed smile

#5 By nekko (111.84.65.13) on 2009-10-12 21:25

cry ฟิคหวานมากๆ ชอบ
อ่านไปยิ้มไป ให้อะไรเยอะเลยค่ะ
ขอบคุณมากๆๆๆ

จะรอเรื่องต่อไปนะค่ะcry

#6 By dongjae on 2009-10-12 22:00

ในที่สุดก็ happy ending cry

ความรักบางทีมันก็ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะเหมือนกับไวน์เนอะ

ค่อยๆ ที่จะเรียนรู้ และค่อยๆ เปิดใจรับกันทีละน้อยๆ

น่ารักมากๆ เลยค่ะ อ่านแล้วรักพ่อเลี้ยงชองจริงๆ
อบอุ่นตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว

ส่วนเอ็นซีประมาณนี้ก็โอเคแล้วล่ะค่ะ
อ่านแล้วมันอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักของคนสองคน

#7 By muxiangxiang on 2009-10-13 15:45

ไม่ไดเข้ามานานเลย
พ่อเลี้ยงชองกะคุณนู๋คิมแจ จบซะแล้ว
ตอนจบหวานๆน่ารักมากๆเลย
ปลื้มๆ

#8 By +N.YH+ (119.31.109.31) on 2009-10-20 16:49

----------------------------------------- -----------------------------------------